Showing posts with label Messier Object. Show all posts
Showing posts with label Messier Object. Show all posts

Thursday, 21 January 2021

Messier 37

 

เอ็ม 37 กระจุกดาวเปิดอีกตัวในสารถีอีกตัวที่น่าสนใจ สว่างที่สุด มีดาวมากที่สุด และใหญ่ที่สุดในกระจุกดาวสารถีทั้งสามตัวในแมสซายเออร์แคตตาลอค ถ้าดูด้วยกล้องดูดาว 8 นิ้วจะเห็นดาวราว 150 ดวง มีขนาดที่ในกล้องดูดาวเกือบเท่าพระจัทร์เต็มดวง

ภาพสเก็ทช์จากกล้องดูดาว 4” จะเห็นว่าเอ็ม 37 เป้นกระจุกดาวที่รูปร่างแปลกจากกระจุกดาวอื่นๆ มีแถบมืดพาดผ่านทั่วไป ทำให้ดูเหมือนภาพงานศิลปะของปิกัสโซ่มากกว่าดาวที่อยู่บนฟ้า

ผมเคยดูผ่านกล้องสะท้อนแสง 8” โครงสร้างกระจุกดาวก็ไม่ได้ต่างออกไป เพียงแต่มีดาวมากกว่า ดูง่ายกว่า น่าสนใจพอกัน เป็นอีกตัวที่แนะนำให้ลองมองหาและใช้เวลากับเค้าสักหน่อยจะมองเห็นดาวมากขึ้น

มเป็นอีกตัวที่ปรากฎในบันทึกดูดาวของ จีโอวานนี่ โฮเดียน่าที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1654 เป็นครั้งแรก ก่อนที่แมสซายเออร์จะพบอีกครั้งในปี 1764

นายพลเรือนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ W.H. Smyth บรรยายภาพของเอ็ม 37 ที่มองเห็นผ่านกล้องสะท้อนแสง 5.9 นิ้วได้งามยิ่ง "the whole field being strewed as it were with sparkling gold-dust." “ท้องทุ่งที่โปรยปรายด้วยผงทองเปล่งประกายระยิบระยับ” 

เอ็ม 37 ห่างออกไปจากเรา4500 ปีแสง ขนาดที่ปรากฎใกล้เคียงพระจันทร์เต็มดวงหรือ 24 อาร์คมินิต ใหญ่กว่าเอ็ม 38 เล็กน้อบ ขนาดจริง 20-25 ปีแสง ประกอบด้วยดาวฤกษ์มากกว่า 500 ดวง ในจำนวนนี้มีราว 150 ดวงที่สว่างมัคนิจูด 12.5 มีดาวยักษ์แดงอย่างน้อย 12 ดวง ดาวสว่างที่สุดสี B9 ขาว-ฟ้า

การหาตำแหน่งด้วยกล้องสองตาไม่ยาก อันดับแรกมองหาห้าเหลี่ยมสารถี เอ็ม 37 จะอยู่กึ่งกลางระหว่างเบต้า (β) และเตต้า (θ) ออริเก ในกล้องสองตาจะเห็นเป็นฝ้าฟุ้งสีขาวครับ



คลิกภาพเพื่อขยาย


ข้อมูลพื้นฐาน 
Name: Messier 37 
Type: Open Cluster 
Visual Magnitude: 5.6 
Dimension: 14 arcmin 
Constellation: Auriga 
Distance: 4500 ly 

Coordinates: 
R.A. 5h 53m 32.4s 
Dec. +32° 33' 8.8”


Thursday, 14 January 2021

Messier 38 : Star Fish Cluster


"สารถี" หรือ "ออริก้า" หนึ่งในกลุ่มดาวหน้าหนาวที่อยู่ทางทิศเหนือของนายพราน สว่างหาตำแหน่งไม่ยากเป็นดาวเรียงรูปห้าเหลี่ยม มองเห็นง่ายจากชานเมืองอย่างบางพลี ดาวที่สว่างที่สุดชื่อ "คาเพลล่า" ดาวสีเหลืองสว่างอันดับหกบนท้องฟ้าและเป็นหนึ่งในหกของวงกลมฤดูหนาวด้วย

ด้วยตาเปล่าหากฟ้ามืดและใสพอจะเห็นว่าในห้าเหลี่ยมออริก้าเต็มไปด้วยแสงฟุ้งหลายจุด หากมีกล้องสองตาอยู่ในมือก็ยิ่งทำให้สำรวจได้เพลินเพลิน แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร

แมสซายเออร์ 38 เป็นหนึ่งในสามกระจุกดาว "Big Three" ในสารถี ตำแหน่งอยู่กึ่งกลางระหว่างดาวอิโอต้าออริเกหรืออัลคับ (ι Aurigae -Al Kab) กับดาวเธต้าออริเก (θ Aurigae)

เอ็ม 38 เป็นกระจุกดาวที่เรามักดูผ่านด้วยความรวดเร็วเพราะยังมีอีกหลายตัวที่ต้องดูแถวนี้ แต่หากได้ใช้เวลาให้มากขึ้น หากได้ดูอน่างละเอียดละออและตั้งใจ จะพบว่าเป็นกระจุกดาวที่น่าสนใจ มีรูปร่างที่โดดเด่นตัวนึง 

กระจุกดาวเอ็ม 38 สว่างจนเห็นเป็นฝ้าๆด้วยตาเปล่าในที่มืดสนิท ถ้าดูด้วยกล้องสองตาจะเห็นว่าเป็นฝ้ากลมที่มีเม็ดดาวละเอียดอยู่ด้านใน

แต่จะสวยที่สุดเมื่อดูจากกล้องดูดาวขนาดเล็กที่กำลังขยายต่ำถึงกลาง ดาวราว 30-50 ดวงเรียงตัวเป็นแฉกคล้ายปลาดาวหรือเครื่องหมายกากะบาท เมื่อมองเหลือบจะมองเห็นดาวมากขึ้นไปอีก การพิ่มกำลังขยายก็ช่วยให้เรามองเห็นได้ง่ายขึ้น

ทางทิศใต้ของเอ็ม 38 ราวครึ่งองศามีกระจุกดาวเปิดอีกตัว NGC1907 มองเห็นเป็นฝ้าฟุ้งกลมเป็นของแถมครับ ลองมองหาดูนะ


คลิกภาพเพื่อขยาย


ข้อมูลพื้นฐาน 
Name: Messier38 / NGC1912 / Star Fish Cluster 
Type: Open Cluster 
Visual Magnitude: 6.4 
Dimension: 20 arcmin 
Constellation: Auriga 
Distance: 4600 ly 


Coordinates: 
RA: 05h 29m 56.42s 
Dec. +35° 50' 47.8” 

Thursday, 7 January 2021

Messier 71

 


ภาพสเก็ทช์ M71 จากภูสวนทรายผ่านกล้องเดูดาวแบบผสม 8.25"



ภาพสเก็ทช์ M71 จากบางพลี จากกล้องดูดาว 4"

กระจุกดาวทรงกลมในกลุ่มดาวลูกศรหรือ “ซิจิตต้า” หาง่ายเพราะอยู่ครึ่งทางระหว่าง ”เดลต้าซิจิตติ” กับ “แกมม่าซาจิตติ” พอดี

หนังสือหลายเล่มบอกว่าไม่ยากนัก มองเห็นง่าย แม้แต่กับกล้องสองตาดีๆสักหน่อย ผมเองเคยเห็นที่บางพลีจากกล้องดูดาว 4” เมื่อปี 2008 เป็นแสงฟุ้งที่จางมาก แต่ก็พอรับได้เพราะเป็นชานเมือง กทม น่าแปลกที่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กลับกลายว่าไม่เห็นอะไรเลยแม้ว่าจะดูจากกล้องดูดาวขนาด 8.25” ก็ตาม

แต่อย่างไรก็ตามมีโอกาสอีกครั้งกับท้องฟ้าระดับแมกนิจูด 6 อย่างภูสวนทราย เอ็ม 71 ในกล้องดูดาว 4” ที่กำลังขยายราว 40 เท่าก็เริ่มมองเห็นดาวในแสงฟุ้งที่เห็นได้ไม่ยาก

ภาพที่เห็นจากมิวล่อน 8.25” ที่กำลังขยาย 135 เท่าแสงฟุ้งเป็นรูปทรงรี มองเห็นดาวอยู่ภาพยในราว 10-20 ดวงที่สว่างแตกต่างกัน ทางด้านทิศเหนือมีดาวเรียงเป็นแถวยาว

เอ็ม 71 ไม่มีใจกลางที่สว่างเหมือนกระจุกดาวทรงกลมตัวอื่นที่เคยดู ทำให้เชื่อกันว่าเป็นกระจุกดาวเปิดที่มีดาวอยู่หนาแน่นเหมือนเอ็ม 11 เพิ่งจะได้รับการพิสูจน์ทราบว่าเป็นกระจุกดาวทรงกลมเมื่อไม่นานนี้เอง

กระจุกดาวตัวนี้พบเป็นครั้งแรกโดยนักดาราศาสตร์ชาวสวิสในปี 1746 ส่วนปิแอร์ เมอร์แชนท์ผู้ช่วยของแมสซายเออร์พบในปี 1780 วิลเลี่ยม เฮอร์เชลล์พบว่าเป็นกระจุกดาวไม่ใช่เนบิวล่าในปี 1783

เหตุที่ทำให้ไม่มีใจกลางที่สว่างเหมือนกระจุกดาวทรงกลมตัวอื่นอาจเป็นเพราะอยู่ใกล้เราก็เป็นไปได้ เรียกว่าเป็น Globula Cluster อีกตัวที่มีธรรมชาติน่าสนใจแม้จะจางสักหน่อยก็ตาม


คลิกภาพเพื่อขยาย



ข้อมูลเบื้องต้น 
กลุ่มดาว: Sagitta 
Catalog No.: Messier 71, NGC 6838 
ประเภท: Globular Cluster 
Visual Magnitude: +8.18 
dia: 3.3 arcmin 
ระยะทางจากโลก: 1300 ly 
R.A.: 19h 54m 41.38s 
Dec.: +18° 50’ 00.7”

Thursday, 12 November 2020

Messier 30

 





แม้อากาศเย็นแต่ความชื้นจากสารพัดพายุที่พัดถล่มเข้ามายังไม่หมดไปง่าย สองสามวันก่อนฟ้าเปิดให้วันสองวันแต่ผ้าก็ยังขุ่นไม่ใสอย่างที่ควร ฟอร์มาฮัลท์กับสี่เหลี่ยมใหญ่เพกาซัสแม้จะมองเห็นแต่ก็ริบหรี่

คืนนี้ค่อนข้างจะช้าไปหน่อยสำหรับแมสซายเออร์ 30 ที่อยู่ในกลุ่มดาวราศีมังกรที่ตกไล่หลังราศีธนูตอนหัวค่ำ แมสซายเออร์ 30 เป็นกระจุกดาวทรงกลมไม่ได้อยู่ในลิสต์ไหนๆขอผมมาก่อน

ก่อนหน้าผมไปตรวจสอบเนบิวล่าดาวเคราะห์ NGC7009 ที่มีรูปร่างเหมือนดาวเสาร์ว่าจะมองเห็นจากที่บางพลีหรือเปล่า แล้วบังเอิญเห็นแมสซายเออร์ 30 ในแผนที่ว่าห่างไปแค่ 15 องศาทางตะวันออกเฉียงใต้

แมสซายเออร์ 30 สว่างกว่าที่คิดมาก ถึงฟ้าไม่ดีนักก็ยังดูได้จากกล้องหักเหแสง 4” ง่ายๆ เรียกว่าสว่างใกล้เคียงกับ M2 และ M15 ทีเดียว หากฟ้าดีพอก็ควรจะมองเห็นได้ขากกล้องสองตา 10x50

สิ่งที่เอ็ม 30 ดูแปลกไปกว่าตัวอื่นก็คือ มีรูปทรงรีชัดเจน แกนกลางสว่างเป็นทรงยาววางตามแนว ตะวันออก ตะวันตก มีใจกลางที่กลมและสว่างมาก ผมดูด้วยกล้องแบบผสม 8” f11 พอจะแยกภาพออกเป็นเม็ดดาวได้ที่กำลังขยาย 320 เท่า

ที่แกนกลางมีดาวสีห้าดวงเรียงเป็นแถวยาว และมีสองสามดวงเรียงเป็นสร้อยจากใจกลางขึ้นไปทางทิศเหนือ เชื่อว่าหากฟ้าดีกว่านี้ น่าจะเป็นอีกตัวที่น่าชม

เป็นอีกหนึ่งตัวที่บังเอิญเจอและดูดีทีเดียวครับ

สำหรับการฮอบหากอยู่ในเมืองเป็นความท้าทายเพราะกลุ่มดาวราศีมังกรดูได้ยากยิ่งจากในเมือง ต้องเปิดแผนที่คลำทางมาให้เจอ ซีต้า แคปปริโคนี่ เอ็มสามสิบจะอยู่ห่างไปทางตะวันออกสามองศาเศษ อยู่ใกล้ดาว 41 แคปปริโคนี่





ข้อมูลเบื้องต้น
กลุ่มดาว: Capriconus 
Catalog No.: Messier 30, NGC 7099 
ประเภท: Globular Cluster 
Visual Magnitude: +7.12 
dia: 12 arcmin 
ระยะทางจากโลก: 2600 ly 
R.A.: 21h 41m 28.06s 
Dec.: -23° 05’ 27.3”

Wednesday, 5 August 2020

Messier 27 : Dumbbell Nebula



กลุ่มดาวจางๆที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูอย่าง Vulpecula -วาลเปคคูล่า หรือหมาจิ้งจอก แต่กลับมีเนบิวล่าดาวเคราะห์ที่เป็นที่รู้จักดีอย่างยิ่ง “แมสซายเออร์ 27” หรือ “Dumbbell Nebula”

เอ็ม 27 เป็นหนึ่งในสี่เนบิวล่าดาวเคราะห์ในแมสซายเออร์แคตตาลอค และเป็นเนบิวล่าดาวเคราะห์ที่ดูได้ง่ายที่สุดบนฟ้า แม้จะสว่างเป็นรองเฮลิกซ์เนบิวล่าซึ่งเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุด แต่ด้วยขนาดที่เล็กกว่าทำให้ความสว่างพื้นผิวดีกว่า ดูง่ายกว่าเฮลิกซ์มาก

ค้นพบโดยเมสซายเออร์ในเดือนกรกฏาคมปี 1764 ชื่อ ”ดัมเบล” ได้มาจากการอธิบายของ โทมัส เวบบ์บาทหลวงนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษที่อธิบายไว้ว่า “เหมือนฝ้าฟุ้งสองก้อนเคียงกัน”

ดัมเบลเนบิวล่าเป็นเนบิวล่าดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ ในกล้องดูดาวขนาดสี่นิ้ว ที่กำลังขยาย 56 เท่า ผมมองเห็นเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าสว่างเรียบ ปลายของสี่เหลี่ยมทั้งสองด้านโค้งและมีแขนยื่นออกมาตามมุมเล็กน้อยเมื่อมองเหลือบ เชื่อว่าดูได้จากชานเมืองใหญ่อย่างบางพลีในคืนที่ฟ้าดี

เนื่องจากดาวสว่างที่สุดในกลุ่มดาวจิ้งจอกสว่างแค่ แมกนิจูด 4.5 ทำให้เราอาศัยดาวแกมม่า (γ) ซาจิทอีในกลุ่มดาวลูกศรง่ายกว่ามาก เอ็ม27 จะห่างดาวดวงนี้ไปทางเหนือ 3 องศา และมองเห็นได้ด้วยกล้องสองตาหากฟ้ามืดพอ 

คลิกภาพเพื่อขยาย

ข้อมูลทั่วไป
Name: Dumbbell Nebula 
Catalog number: M27, NGC6853 
Type: Planetary Nebula 
Constellation: Vulpecula 
Visual Magnitude: +7.09 
Apparent Size: 8’ x5.7’ 
Distance: 1400 ly

Coordinates 
R.A. 20 00m 24.92s 
Dec. +22° 46’ 12.5”

Thursday, 23 July 2020

Messier 4 : Cat's Eye




หนึ่งในกระจุกดาวทรงกลมหรือ Globular Cluster ที่อยู่ใกล้และสว่างที่สุด ห่างจากดาวแอนทาเรสหรือปาริชาติไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1.3 องศา มีรายงานว่าสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหากฟ้ามืดพอ มีแถบสว่างและมืดผ่านกลางทำให้ดูคล้ายกับตาของแมวจึงได้ชื่อว่า “Cat’s Eye” 

เอ็ม 4 ค้นพบในปี 1746 โดย Philippe Loys de Cheseaux ในเดือนพฤษภาคม 1764 แมสซายเออร์ได้สังเกตุอีกครั้งและให้หมายเลข 4 มีคำบรรยายว่า “cluster of very small star; with an inferior telescope it appears like a nebula; this cluster is situated near the Antares and on the same parallel. 

หมายความว่าเอ็ม 4 สว่างจนยุคนั้นกล้องดูดาวของแมสซายเออร์สามารถมองเห็นดาวเป็นดวงได้แล้ว ส่วนแถบสว่างและแถบมืดที่พาดผ่าน พบว่ามีในบันทึกของ William Herchel และนายพลเรือ Smyth ชาวอังกฤษ

เมื่อเดือนมืด มิถุนายน 2563 ที่บางพลีมีคืนหนึ่งที่ฟ้าใสเป็นพิเศษ ในกล้องดูดาวที่กำลังขยายต่ำ เอ็ม 4 สว่างจนไม่น่าเชื่อ บอลฟุ้งแสงสีขาวสว่าง เริ่มมองเห็นดาวเป็นเม็ดได้ที่กำลังขยายปานกลาง ที่กำลังขยายสูงแถบมืดและแถบสว่างมองเห็นชัดเจน

คุณภาพท้องฟ้ามีผลอย่างมาก เพราะคืนก่อนหน้าฟ้าก็เปิดโล่งแต่ผมมองไม่เห็นเอ็ม 4 แม้เงา จากที่สังเกตท้องฟ้ามากว่ายี่สิบปี เชื่อว่าความใสหรือขุ่นของท้องฟ้าเกิดจากความชื้นและมลภาวะในอากาศที่เกิดจากภาวะโลกร้อนและฝุ่นละอองจากเมืองและเกษตรกรรม เกิดเป็นเมฆและหมอกควัน

เมื่อรวมเข้ากับมลภาวะทางแสงสถานณะการณ์ก็ยิ่งแย่ลง บดบังการรับรู้ของผู้คนให้ห่างออกไปจากธรรมชาติกับดวงดาวมากขึ้นทุกที





ข้อมูลเบื้องต้น
ชื่อ: Cat’s Eye 
กลุ่มดาว: Scorpius 
Catalog No.: Messier 4, NGC 6121 
ประเภท: Globular Cluster 
Visual Magnitude: +5.6 
dia: 8.7 arcmin 
ระยะทางจากโลก: 7200 ly 

R.A.: 16h 24m 37.83s 
Dec.: -26° 33’ 43.2” 

ความยาก: 1


Friday, 24 April 2020

Messier 67




จากกระจุกดาวรวงผึ้งไปทางตะวันอกเฉียงใต้ราว 9 องศา เป็นตำแหน่งของดาวชั้น A5 สีฟ้า-ขาวที่ชื่อว่า “อคูเบน” คำนี้แปลว่าก้ามปู ดาวดวงนี้สว่างอันดับสี่ในกลุ่มดาวแคนเซอร์แต่กลับได้ชื่อตามระบบของเบเยอร์ว่า “อัลฟ่า แคนครี่” หมายถึงดาวสว่างที่สุดในกลุ่มดาวแคนเซอร์

ทางตะวันตกของอคูเบนเกือบ 2 องศา ในคืนที่ฟ้าดีและไกลจากตัวเมืองสักหน่อยเราจะเห็นฝ้ากลมจางด้วยกล้องสองตา กะจุกดาวเปิดอีกตัวในกลุ่มดาวปู แมสซายเออร์ 67 มีขนาดเล็กกว่าพระจันทร์เต็มดวงเล็กน้อย สว่าง 7 มัคนิจูดทำให้ค่อนข้างยากสำหรับชานเมืองใหญ่ที่มีมลภาวะทางแสงสูง

ไม่นานนี้ผมดูด้วยกล้องหักเหแสง 4 นิ้วจากบางพลี แต่ท้องฟ้าค่อนข้างสว่างทำให้คอนทราสไม่ดี ต้องเพิ่มกำลังขยายเพื่อให้คอนทราสดีขึ้น ทำให้ภาพจางตามไปด้วย ที่กำลังขยาย 85 เท่ามองเห็นดาวราว 10-20 ดวง แต่ก็จางมาก

ต่างจากที่เคยดูที่หมูสี เชิงเขาใหญ่ด้วยอุปกรณ์ชุดเดียวกัน ครั้งนั้นแค่กำลังขยายต่ำกระจุกดาวก็สว่างดูง่าย แถมยังมองเห็นได้จากกล้องสองตาขนาด 8x40 ด้วย

กระจุกดาวตัวนี้ค้นพบโดยโยฮานน์ ก็อตฟรายด์ โคห์เลอร์ก่อนปี 1779 แต่บันทึกไว้ว่าเป็นเนบิวล่า แมสซายเออร์พบกระจุกดาวตัวนี้ในเดือนเมษายน ปี1780 และพบว่าเป็นกระจุกดาวไม่ใช่เนบิวล่าเป็นคนแรก

เอ็ม 67 ห่างจากราวราว 2500-3000 ปีแสงเป็นหนึ่งในกระจุกดาวที่มีอายุมากที่สุดที่ค้นพบ คาดว่าอายุประมาณ 3,500ล้านปี น้อยโลกของเราที่ 4,500ล้านปีไม่มากนัก ถือเป็นเรื่องไม่ปกติ เพราะกระจุกดาวเกือบทั้งหมดอายุไม่มาก เมื่อเวลาผ่านไปดาวฤกษ์ในกระจุกจะกระจายตัวออกไป ไม่เหลือความเป็นกระจุกดาวอีก ทำให้ไม่ค่อยพบกระจุกดาวที่เก่าแก่ขนาดนี้

ภาพเอ็ม 67 ข้างบนสเก็ทช์จากกล้องหักเหแสงขนาด 5 นิ้วที่กำลังขยาย 76 เท่า กระจุกดาวสว่างชัดเจน เมื่อมองเหลือบจะเห็นแสงฟุ้งตามแนวดาวในกระจุก คืนนั้นฟ้าไม่ดีนัก ความชื้นสูงทำให้มองเห็นดาวได้น้อยกว่าที่เป็น และหากดูด้วยกล้องดูดาวขนาดสัก 10 นิ้วขึ้นไปน่าจะเป็นอีกตัวที่สวยตรึงตาตรึงใจอีกตัว

นายพลเรือนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ W.H Smyth บันทึกว่ามองเห็นเป็นหมวก Phrygian หรือหมวกทรงแหลมแบบคนแคระในการ์ตูน บางคนก็เห็นเป็นรูปฝักข้าวโพด สำหรับผมดูเหมือนมือปีศาจที่พร้อมขย้ำเหยื่อ

ใครมีโอกาสลองดูครับ เป็นตัวที่ดีตัวนึงสำหรับกล้องสองตาครับแม้ว่าค่อนข้างจางก็ตาม


คลิกภาพเพื่อขยาย
Cartes du Ciel Map


ข้อมูลทั่วไป
Catalog number: Messie67, NGC2682
Type: Open Cluster
Constellation: Cancer
Visual Magnitude: +6.90
Apparent Size: 25’
Distance: 2600 ly


Coordinates
R.A. 8h 52m 23.38s
Dec. +11° 43’ 27.6”

อ้างอิง
SkySafari
Stephen O'Mera, Messier Object
Robert Burnham, Celestial Handbook
Walter Scott, Deep Sky Wonder

Friday, 17 April 2020

ไปให้สุดที่รวงผึ้ง




อาทิตย์สุดท้ายของเดือนเมษายนใกล้เข้ามา หกเหลี่ยมฤดูหนาวที่เคยมองเห็นได้เต็มวงมาตอนนี้ลับขอบฟ้าไปบางส่วนแล้ว กลุ่มดาวนายพรานแตะแคงข้างใกล้ลับฟ้าทางตะวันตก ดาวพอลลักซ์และคาสเตอร์ยังค่อนข้างสูงบนฟ้า

กลางศรีษะมีดาวสว่างเด่นชื่อเรกูลัสดาวดวงนี้อยู่ในตำแหน่งหัวใจของสิงห์ในกลุ่มดาวสิงโตพอดี พื้นที่ว่างระหว่างเรกูลัสและคู่แฝดพอลลักซ์กับคาสเตอร์มีกลุ่มดาวจางกลุ่มหนึ่ง กลุ่มดาวแคนเซอร์หรือปูกลุ่มดาวประจำเดือนกรกฏาคม ที่แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็หาตำแหน่งได้ง่าย

กลุ่มดาวแคนเซอร์หรือกรกฎหรือปู
กระจุกดาวจะเกาะกับเส้นสมมติระหว่างดาวสองดวงด้านบน
ทำให้ดูเหมือนรวงผึ้งเกาะกับกิ่งไม้

กลุ่มดาวกลุ่มแคนเซอร์เป็นกลุ่มที่ท้าทายสำหรับมือใหม่ ดาวในกลุ่มเรียงเป็นตัวอักษร “Y” จางทีเดียวมองได้ยากแม้จะอยู่ชานเมืองเล็กๆ ใจกลางกลุ่มดาวปูมีกระจุกดาวเปิดขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในที่มืดสนิท กระจุกดาวเปิด Preasepe (พรี-ซี-พี) หรือกระจุกดาวรวงผึ้ง ดูผ่านกล้องสองตาจะสวยที่สุดและทำให้ทราบที่มาของชื่อ “รวงผึ้ง” ได้

เพื่อนสมาชิกน่าจะเคยดูกระจุกดาวรวงผึ้งมาก่อน แต่คราวนี้หากฟ้าเปิดลองหยิบเกล้องดูดาวมาเจาะให้ลึกกว่าเดิม พรีซีพีหรือเอ็ม 44 มีดาวสว่างเรียงเป็นรูปตัวอักษร “V” และดาวเกาะกลุ่มเป็นรูปสามเหลี่ยมหลายจุด บางจุดเป็นดาวคู่และดาวพหุ(ระบบดาวหลายดวง) มีที่น่าสนใจหลายตัว

ดาวคู่และพหุในกระจุกดาวรวงผึ้งเกือบทั้งหมดดูได้จากกล้องสองตา
ตัวเลขทางขวามือ สองชุดแรกเป็นค่าความสว่างหน่วยเป็น มัคนิจูด
ชุดที่ความคือระยะห่าง (Seperation) หน่วยเป็นอาร์คเซคั่น

เริ่มจากรูปสามเหลี่ยมขนาดจิ๋วใกล้ใจกลางก่อน STF1254 เป็นดาวพหุ 5 ดวงหากเห็นแค่ 4 ให้ลองเพิ่มกำลังขยาย อันที่จริงมี 5 ดวง แต่ดวงสุดท้ายจางและชิดมากดูยาก ดวงสว่างสองดวงดวงหนึ่งสีส้ม อีกดวงสีขาว ลองสังเกตความแตกต่างของสี

  • Epsilon Cancri หรือ S574 ดาวคู่ที่ดูง่ายมีแค่ 2 ดวงคู่กัน
  • S571 ดาวพหุ 4 ดวงคู่ AB ชิดกันมากห่างแค่ 1 อาร์คเซคั่น เราจะมองเห็น 3 ดวงแยกได้ตั้งแต่กำลังขยายต่ำ มีดวงหนึ่งสีออกส้มกว่าดวงอื่น
  • S570 ดาวพหุ 3 ดวงดูง่าย ระยะแยก AB 1ลิดาส่วน AC 3 ลิปดา
  • 39 Cancri หรือ ENG37 ระบบดาวพหุ 4 ดวงที่ดูง่ายเช่นกัน เรียงเป็นแถวเป็นแนว

ติดอยู่บ้านก็สนุกกับดูดาวได้ครับ :)


อ้างอิง
Su French, Celestial sampler
View from Whitby Observatory

Friday, 21 February 2020

Messier 1 : Crab Nebula



แมสซายเออร์ 1 หรือ NGC1952 เป็นซากจากการระเบิดของดาวฤกษ์ใกล้ดาวซีต้า ทอรี่หรือปลายเขาวัวฝั่งทางทิศใต้ พบเป็นครั้งแรกโดย จอนห์ เบวิส นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวอังกฤษในปี 1731 เบวิสเพิ่มออบเจคชิ้นนี้ลงไปในแผนที่ท้องฟ้าของเขาที่ชื่อ Uranographia Britanica

อีก 27 ปีต่อมาชาร์ล แมสซายเออร์ได้ค้นพบด้วยตัวเองอีกครั้งในคืนวันที่ 28 สิงหาคม 1758 แมสซายเออร์พบว่าเนบิวล่าตัวนี้มีลักษณะที่เหมือนดาวหาง แต่ไม่เคลื่อนที่ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมรวมวัตถุที่ดูคล้ายดาวหางทั้ง 110 ชิ้นที่ปัจจุบันเรารู้จักกันดีในชื่อ “แมสซายเออร์ แคตตาลอค”


Crab Nebula โดย Lord Rosse
Cr: Wiki Common [click]
เอ็ม 1 ได้รับชื่อว่าเนบิวล่าปูก็เพราะลอร์ดโรส (William Persons, 3rd Earl of Rosse) ได้สังเกตด้วยกล้องสะท้อนแสงขนาด 36นิ้วในปี 1844 และเห็นว่าเอ็ม 1 มีโครงสร้างเป็นเส้นใยยื่นออกมาจากเนบิวล่า คล้ายกับระยางค์ที่ยื่นออกมาจากตัวปู ในยุคนั้นเชื่อว่า M1 เป็นกระจุกดาว กว่าจะพบความจริงว่าเป็นกลุ่มก๊าซก็ล่วงมาจนศตวรรษที่ 19 เมื่อการถ่ายภาพได้รับการพัฒนาขึ้นมา

เอ็ม 1 มองเห็นได้ง่ายแม้แต่จากกล้องสองตา 10x50 เมือดูจากกล้องดูดาวขนาดเล็กจะเป็นปื้นแสงวงรีหรือรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ซึ่งเป็นส่วนสว่างใจกลางเนบิวล่า เป็นออบเจคที่ไวต่อหมอกควันและมลภาวะทางแสงมาก ทำให้จำเป็นต้องอาศัยคุณภาพท้องฟ้าที่ดีหากต้องรายละเอียดที่มากขึ้นด้วยกำลังขยายสูง

ผมดูผ่านกล้องสะท้อนแสงขนาด 8 นิ้วที่ชานเมืองบ้านหมี่ ท้องฟ้ามีหมอกควันคลุมอยู่ทั่วไป กลางฟ้าเห็นดาวสว่างน้อยที่สุดราวแมกนิจูด 3+ ที่กำลังขยายต่ำไม่มีปัญหาอะไร เอ็ม 1 มองคล้ายเมฆก้อนเล็กรูปวงรีออกไปทางข้าวหลามตัด

เมื่อเพิ่มกำลังขยายเป็น 133 เท่า ภาพจางมาก พอจับได้ว่ามีแสงวงรีสองวงวางเยื้องกัน มีแขนยื่นออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แสงวงรีทางทิศเหนือจะสว่างกว่าวงรีทางทิศใต้ ผมดูอยู่หลายคืนเพราะท้องฟ้าไม่ค่อยเอื้ออำนวยจากปัญหาเรื่องหมอกควัน ทำให้ดูยาก เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง

แต่เชื่อว่าหากฟ้าดึพอ น่าจะมองเห็นเส้นใยและรายละเอียดอื่นมากขึ้นได้จากกล้องสะท้อนแสง 8 นิ้วครับ



Name: Crab Nebula
Catalog Number : Messier 1, NGC1952
Type: Supernova Remnent
Magnitude: 8.40
Surface brightness: 11.00
Dimension: 8.0 x 4.0 '
Constellation: Taurus

Coordinate:
RA: 05h34m 30.0s
DEC:+22°01’00"


อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari
http://www.astronomy.com/news/2007/06/crab-nebula-exploded-in-1054
https://en.wikipedia.org/wiki/SN_1054
http://www.messier.seds.org/m/m001.html
http://www.lesa.biz/astronomy/star/neutron
https://jusci.net/node/2957
https://mgronline.com/science/detail/9600000061563

Wednesday, 15 January 2020

Messier 42 : The Great Nebula


ภาพสเก็ทช์กลุ่มดาวนายพรานโดยผู้เขียน

ในกลุ่มดาวนายพราน “บีเทลจูส” กำลังอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่บริเวณที่เรียกกันว่า “ดาบ” หรือ “Sword” ใต้เข็มนายพราน กลับเป็นแหล่งของดาวเคราะห์เกิดใหม่ที่สว่างไสวที่สุดจุดหนึ่งบนท้องฟ้า

“A Single Misty Star” อาจแปลว่า “ดาวหมอก” เป็นคำอธิบายดาวดวงกลางของ “ดาบ” ดาวดวงนี้ดูฟุ้งแปลกกว่าดวงอื่น เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่ากาลิเลโอผู้เปิดศักราชดาราศาสตร์ยุคกล้องดูดาวก็ไม่ได้กล่าวถึงเนบิวล่าตัวนี้เลย

“The Great Nebula” หรือ “เนบิวล่าสว่างใหญ่” เนบิวล่าที่น่าจะรู้จักดีที่สุดในโลก การค้นพบจะให้เกียรติกับ Nicolas Peiresc ในปี 1611 และปี 1656 Cristian Huyghens เป็นคนแรกที่ให้ความสนใจกับใจกลางเนบิวล่าที่มีดาวสว่างหลายดวงเป็นพิเศษ ในปี 1769 ชาร์ล แมสซายเออร์ใส่หมายเลข 42 ให้วัตถุชิ้นนี้ในรายการชุดแรกของเขา


Sword of Orion เมื่อดูจากกล้องดูดาวที่กำลังขยายต่ำ
"ดาวหมอก" หรือ M42 คือจุดที่เป็นฝ้าฟุ้งกลางภาพ ภาพสเก็ทช์โดยผู้เขียน

หากใช้กล้องสองตาหรือกล้องดูดาวขนาดเล็กที่กำลังขยายต่ำส่องดู จะพบว่าบริเวณ “ดาวหมอก” ของนายพรานเต็มไปด้วยดาวน้อยใหญ่หลายสิบดวง และมีแสงสีขาวที่ดูเหมือนกลุ่มหมอกในป่ายามต้องแสงแดดยามเช้า มันดูฟุ้ง สว่างและจับรูปร่างได้ยาก


การดูเอ็ม 42 จะขึ้นกับสภาพท้องฟ้าและขนาดของกล้องดูดาว ภาพที่เห็นผ่านจากกล้องดูดาวขนาด 8นิ้วขึ้นไป หากฟ้าดีพอเราจะเห็นโครงสร้างและรายละเอียดเหมือนในภาพถ่าย เพียงแต่เป็นสีเดียวคือเทาอ่อนอมเขียวเล็กน้อย ผมเองเคยเห็นแบบนี้สองครั้งผ่านกล้องดูดาวแบบผสม 8 นิ้วที่ภูสวนทรายและแก่งกระจานเมื่อหลายปีก่อน หากฟ้ามีหมอกควันหรือแสงไฟรบกวนรายละเอียดก็จะลดทอนหายไปตามลำดับ


ภาพสเก็ทช์เอ็ม 42 จากกล้องดูดาว 8 นิ้วที่กำลังขยายต่ำโดยผู้เขียน
ยังพอมองเห็นว่าเนบิวล่าสว่าง มีขนาดใหญ่สว่งไปทั่วบริเวณแม้ฟ้าจะมีหมอกควันค่อนข้างหนา
โดยทั่วไปรูปร่างของเอ็ม 42 ที่มองเห็นผ่านกล้องดูดาว จะดูคล้ายปลาเทวดากำลังอ้าปาก หรือคล้ายนกกำลังบิน ส่วนที่สว่างที่สุดเรียกว่า “Huygenian” ตามชื่อคนที่ศึกษาบริเวณนี้คนแรก ภายในจะเห็นดาวสว่างสี่ดวงเรียงเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ดาวทั้งสี่ดวงรู้จักกันในชื่อ “Trapizium” เป็นดาวเกิดใหม่ที่ส่องแสง ปล่อยพลังงานกระตุ้นให้กลุ่มกาซเอ็ม 42 สว่างเรืองขึ้นมา

เหนือฮอยจีเนี่ยนขึ้นไปมีเงามืดที่แลดูเหมือนปากของปลา มักเรียกกันว่า “fish-mount” เนบูล่าฝั่งตะวันตกจะสว่างเรืองกว้างใหญ่คล้ายใบเรือได้รับชื่อว่า “Sail” ส่วนอีกฝั่งจะมีขอบโค้งด้านบนสว่างเด่นคล้ายดาบเรียกกันว่า “Sword” แนวเส้นโค้งของดาบหากฟ้าดีพอจะเห็นว่าเป็นเส้นโค้งวิ่งลงมาที่ดาวสว่างมัคนิจูด 3 “อิโอต้า โอไรออนนิส” แล้วโค้งไปบรรจบกับปีกฝั่งใบเรือเป็นวงกลม

ชื่อเรียกส่วนต่างๆของเอ็ม 42
แผนที่จาก Cart du Ceil


นอกจากนั้นเหนือ “ปากปลา” ยังมีเนบิวล่าอีกตัวหนึ่ง แมสซายเออร์ 43 หรือ Mairan’s Nebula เป็นเนบิวล่ารูปเครื่องหมายลูกน้ำกลับข้างที่มีดาวสว่างมัคนิจูด 7 ภายใน

John Herschel เขียนคำบรรยายโอไรออนเนบิวล่าได้น่าสนใจไว้ว่า

“I know not how to describe it better than by comparing it to a curdling liquid, or to breaking up of mackerel sky when the clouds of which it consists begin to assume a cirrus appearance..”

“ผมไม่สามารถหาคำบรรยายมาสู้กับการเปรียบเอ็ม 42กับของเหลวที่ถูกทำให้ข้นหนืด หรือท้องฟ้าที่เมฆปลาแมคเคอเรลกำลังแตกตัว โดยมีเมฆซีร์รัสมาร่วมในองค์ประกอบ...”


เมฆปลาแมคเคอเรลเป็นลักษณะเมฆที่เป็นลอนคลื่นคล้ายน้ำแข็งที่เกาะในช่องแช่แข็ง เมฆแบบนี้มีชื่อเป็นทางการว่า Cirrocumulus Undulatus ส่วนซีรัสเป็นเมฆระดับสูงลักษณะคล้ายขนนกบางเบา เบิร์นแฮมอ้างไว้ในหนังสือของเขาว่าเมฆแมคเคอเรลที่ว่าอยู่ทางเหนือของใจกลางที่สว่างของเอ็ม 42 ใครมีกล้องดูดาวตัวใหญ่ๆฟ้าดีๆน่าลุ้นว่าจะมองเห็นภาพที่ John Herschel บรรยายไว้หรือเปล่า


Mackerel sky จะคล้ายลายข้างลำตัวของปลา Mackerel, Cr: Wikipedia
ตัวอย่างเมฆซีร์รัสหลายแบบรวมกัน, Cr: Wikipedia

Name: The Great Orion Nebula
Catalog number: M42, M43
Type: Nebula
Constellation: Orion
Visual Magnitude: +4
Apparent Size: 85’ x 60’
Distance: 1400 ly

Coordinates :
R.A. 05h 36m 22.37s
Dec. +-5° 526’ 19.0”



อ้างอิง
บัญชา ธนบุญสมบัติ -ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ คอลัมน์ Cloud Lover มติชนออนไลน์
https://www.matichon.co.th/columnists/news_782873

Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook

SkySafari

Thursday, 2 January 2020

Messier45 : Pleaides


เอ็ม45 สเก็ทช์โดยผู้เขียน จากภาพที่เห็นในกล้องดูดาว

อากาศยามโพล้เพล้กำลังสบาย ดวงดาวเริ่มส่องประกายพราวฟ้า คุณตาชี้ให้หลานชายดูดาวกระจุกหนึ่งบนฟ้าระหว่างเดินเล่น “เห็นดาวลูกข่อยมั๊ย” หลายชายแหงนมองฟ้าคอตั้งบ่าแต่ก็ยังมองไม่เห็น “ไหนครับ?” คุณตาฉวยโอกาสกำหมัดต่อยคางหลานเบาๆ “ดาวลูกข่อยก็ต่อยลูกคางไง”

“ดาวลูกไก่” หรือ “กระจุกดาวลูกไก่” ที่มาของดาวลูกข่อยของคุณตา สว่างโดดเด่นมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นที่รู้จักอย่างน้อยก็ 750 ปีก่อนคริสตศักราชจากมหากาพย์โอดิสซี่ มีการอ้างถึงในคัมภีร์ ตำนาน บทกวีและนิทานปรำปราในหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งยุโรป ฮิบรู ตะวันออกกลาง อินเดีย จีน ญี่ปุ่น อัฟริกา บอเนียว อบอริจิน อินเดียนแดง แอซแทก มายัน โพลินีเชี่ยน ฯลฯ

นอกจากนั้นยังพบว่าเป็นสัญลักษณ์ฤดูเกษตรกรรม ฤดูดอกไม้บาน เป็นส่วนของเทศกาลเฉลิมฉลองในบางที่ เชื่อมโยงกับโลกแห่งความตายในบางแห่ง เกี่ยวข้องกับทิศของปิระมิดของชาวแอซแทก วิหารในกรีกและอื่นๆอีกมาก เรียกว่ามนุษยชาติรู้จักและให้ความสำคัญกับกระจุกดาวลูกไก่มาตั้งแต่โบราณ

ชื่อเรียกมีหลากหลายตามวัฒนธรรมเช่นดาวลูกไก่ในไทย กฤติกาในอินเดีย ซูบารุในญี่ปุ่น เหม่าในจีน นอกจากนี้ยังมี มาตาริอิ พี่น้องทั้งเจ็ด ฯลฯ สำหรับดาราศาสตร์สากลใช้ชื่อตามปกรณัมกรีกว่า “พลีอาเดส”

พลีอาเดสหมายถึงพี่น้องทั้งเจ็ดผู้เป็นลูกสาวของแอทลาธและพลีโอเน่ พี่น้องพลีอาเดสมีชื่อปรากฎในบทกวีของอราตัสตั้งแต่ 300 ปี ก่อนคริสตศักราชดังนี้ อัลไซโอเน่ มีโรเป้ เซเลโน่ ไทย์เจต้า สเตอร์โรเป้หรือแอสเตอร์โรเป้ อิเลคตร้าและเมียยา ทั้งเจ็ดเป็นชื่อดาวหลักเจ็ดดวงในกระจุกดาวพลีอาเดส นอกจากนั้นยังมีดาวอีกสองดวงชื่อแอทลาธผู้เป็นบิดาและพลีโอเน่ผู้เป็นมารดาด้วย


ภาพถ่ายเอ็ม 45 โดยตระกูลจิตร จิตไสยพันธุ์


กรีกมีตำนานเรื่อง “The lost Pleiades” พี่น้องทั้งเจ็ดได้หายไปหนึ่งคน ซึ่งอาจเป็นอิเลคตร้า เมโรเป้หรือเซเลโนยังไม่ชัดเจน แต่ที่น่าสนใจคือมีเรื่องที่คล้ายกันนี้ในญี่ปุ่น ในชนเผ่าอะบอริจิ้น ในอัฟริกา และในบอเนียว แปลว่าเรื่องที่มีดาวดวงหนึ่งหรี่แสงหรือหายไปอาจเป็นข้อเท็จจริง

ซึ่งหากดูตามดาราศาสตร์สมัยใหม่แล้ว ดาวพลีโอเน่เป็นดวงที่มีโอกาสเป็น “ดาวที่หายไป” มากที่สุดเพราะเป็นดาวแปรแสงชนิดพิเศษ มีความเปลี่ยนแปลงของความสว่างเกือบหนึ่งแมกนิจูด มีรอบราว 35ปี

จอห์น มิเชลล์เป็นคนแรกที่พิสูจน์ว่าพรีอาเดสเป็นกระจุกดาวในปี 1767 ชาร์ล แมสซายเออร์ได้เพิ่มพรีอาเดสเข้าไปในแคตาลอคชุดแรกและให้หมายเลข 45 ในปี 1769 ไม่มีใครทราบถึงเหตุผลที่แมสซายเออร์เพิ่ม M45 เข้าไปทั้งที่เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในยุคนั้น

ในปี 1859 Prof. Wilhelm Tempel พบเนบูล่ารอบดาวมีโรเป้ด้วยกล้องหักเหแสง 4 นิ้วที่เวนิส เนบูล่าตัวอื่นพบทีละตัวต่อเนื่องกันโดยการภาพถ่ายตั้งแต่ปี 1885 เป็นต้นมา แต่ในความเป็นจริงเนบูล่าสะท้อนสีฟ้ารอบเอ็ม 45 นี้ “ไม่ใช่” เนบูล่าที่ส่วนหนึ่งกับกระจุกดาวมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นกลุ่มกาซที่เอ็ม 45เคลื่อนผ่าน

ตัวกระจุกดาวมีอายุราว 100ล้านปี ข้อมูลปัจจุบันระบุว่ามีขนาดปรากฎถึง 4 องศา ประกอบด้วยดาวอย่างน้อย 500 ดวง และห่างออกไป 380 ปีแสงเป็นหนึ่งในกระจุกดาวที่ใกล้เราที่สุด


แผนที่กระจุกดาวลูกไก่แสดงชื่อดาวแต่ละดวง [คลิกภาพเพื่อขยาย]

ตำแหน่งไม่ยากเพราะโดดเด่นและสว่าง ให้ลากเส้นต่อเนื่องจากเข็มขัดนายพรานไปทางตะวันตกจะพบกระจุกดาวขนาดใหญ่รูปตัววีชื่อว่าไฮยาเดส มีดาวสว่างสีแดง-ส้มชื่ออัลเดอร์เบอรันหรือโรหิณีอยู่ภายใน ให้มองเลยไปก็จะพบกระจุกดาวลูกไก่หรือเอ็ม 45 หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นดาว 6-7 ดวงเรียงเป็นรูปกระบวยขนาดจิ๋ว หากฟ้าเป็นใจ คนตาดีอาจมองเห็น 9-11 ดวง มีรายงานว่าบางคนมองเห็นได้ถึง 16 ดวง!

เอ็ม 45 จะดูสวยมากด้วยกล้องสองตาหรือกล้องดูดาวที่กำลังขยายต่ำและให้ภาพมุมกว้าง เราจะเห็นดาวหลักทั้ง 9 ในกระจุก มีขนาดรวมๆกันถึง 1 องศา ช่องว่างระหว่างมีโรเป้ อิเลคตร้า เมียอาและอัลไซโอเน่สามารถใส่พระจันทร์ลงไปได้ทั้งดวง

คืนวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา กระจุกดาวลูกไก่อยู่กลางฟ้าฟิตพอดีกับฟิล์ดกล้องดูดาว Borg 101ED ที่กำลังขยาย 21 เท่า เป็นเรื่องแปลกที่ผมมองเห็นเนบูล่าฟุ้งกระจายทั่วไปจางๆ โดยเฉพาะรอบดาวสว่างแม้จะมีฝุ่นควันหนาตาที่ขอบฟ้า

จุดที่น่าสนใจมี เนบูล่ารอบมีโร้เป้จะสว่างที่สุด แต่ที่กินบริเวณกว้างที่สุดกลับเป็นเนบูล่ารอบดาวอัลไซโอเน่ตรงกลาง ดาวเล็กๆที่เรียงเป็นรูปสามเหลี่ยมข้างอัลไซโอเน่ แอทลาธและพลีโอเน่เป็นดาวคู่ของกันและกัน

ฟิลเตอร์อย่าง UHC และการมองเหลือบจะช่วยเพิ่มคอนทราสและทำให้เห็นเนบูล่าได้มากขึ้นครับ


 [คลิกภาพเพื่อขยาย]

Name: Pleiades
Catalog number: M45
Type: Open cluster
Constellation: Taurus
Visual Magnitude: +1.5
Apparent Size: 120’
Distance: 430 ly
R.A. 03h 48m 12.01s
Dec. +24° 10’ 40.0”

อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari
Stephen O’Mera, Messier Objects
http://www.messier.seds.org/m/m045.html
http://stars.astro.illinois.edu/sow/pleione.html
https://th.wikipedia.org/wiki/กระจุกดาวลูกไก่
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2490-astronomy-thailand-china-korea-08

Thursday, 12 December 2019

Messier 78 : Ghost Nebula




เนบูล่าเป็นกลุ่มกาซและฝุ่นในอวกาศ เราจะมองเห็นต่อเมื่อมีแหล่งกำเนิดแสงอย่างดาวฤกษ์อยู่ใกล้เคียง หากพลังงานมีความเข้มข้นมากพอจะสามารถกระตุ้นให้อะตอมของกาซแตกตัวและเรืองแสงขึ้นได้ เราเรียกเนบูล่าแบบนี้ว่า "เนบูล่าเรืองแสง" เนบูล่ากลุ่มนี้มักจะมีสีออกไปทางแดงเพราะกลุ่มกาซมักมีไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก

หากพลังงานไม่พอที่จะกระตุ้นให้กาซเรืองแสง แสงก็จะกระเจิงหรือสะท้อนออกมา เนบูล่ากลุ่มนี้จะจางกว่าแบบแรกและมักจะมีสีโทนฟ้า เรียกว่า "เนบูล่าสะท้อนแสง" กระบวนการกระเจิงของแสงนี้จะคล้ายกับที่เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า

แต่ถ้าไม่มีแหล่งกำเนิดแสงอยู่ใกล้เคียง ก็เป็นกลุ่มกาซกับฝุ่นที่มืดและทึบแสง กระจายตัวในอวกาศเรียกกันว่า "เนบูล่ามืด" ซึ่งบดบังแสงจากดาวฤกษ์หรือเนบูล่าที่อยู่ด้านหลัง เนบูล่ามืดมีกระจายอยู่ทั่วไปเต็มทางช้างเผือกของเรา

แมสซายเออร์ 78 เป็นเนบูล่าชนิดสะท้อนแสงที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า ค้นพบโดยปิแอร์เมอร์แชนท์ในปี 1780 ข้อมูลในปัจจุบันระบุว่าเอ็ม 78 เป็นส่วนหนึ่งของ Orion Nebula Complex ที่อยู่ห่างออกไปจากเราประมาณ 1600ปีแสงหรือ 1.51368454 × 10^16 กิโลเมตร ตำแหน่งอยู่ไม่ไกลนักจากเข็มขัดของนายพรานหรือดาวไถที่เรารู้จัก

ที่จริงเอ็ม78 ห่างจากดาวซีต้าโอไรออนนิส (ζ Ori)หรืออัลนิทัคแค่สององศาครึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เนื่องจากขนาดเล็ก มองไม่เห็นในกล้องเล็งและไม่มีดาวสว่างใกล้เคียงให้อ้างอิงทำให้เพิ่มระดับความยากในการฮอบขึ้นมา

วิธีการฮอบนั้นให้ใช้เลนส์ตาที่ให้มุมกว้างที่สุดที่มี เริ่มจากอัลนิทัคจากนั้นไปที่ดาวสว่างแมกนิจูด 5 ที่ห่างออกไปเกือบ 1 องศาทางทิศเหนือ ฮอบครั้งที่สองไปที่ดาวสว่างแมกนิจูด 6 ที่ห่างไปในทิศเดียวกันอีกหนึ่งองศาครึ่ง สุดท้ายเอ็ม78 จะอยู่ห่างออกไปหนึ่งองศาครึ่งทางทิศตะวันออกของดาวดวงนี้

เมื่อดูด้วยกล้องดูดาวจะเห็นเป็นฝ้าจางครึ่งวงกลม มีดาวสองอยู่ภายใน ทำให้เป็นที่มาของชื่อ Ghost Nebula เพราะดูเหมือนผีในการ์ตูน บันทึกของ William Herschel ได้บรรยายไว้ว่ามีดาวอีกดวงที่จางกว่ามาก ซึ่งผมก็ไม่เห็น และ Stephen O’meara ที่ใช้กล้องดูดาวขนาดสี่นิ้วเช่นกันกล่าวไว้ว่ามีโครงสร้างที่คล้ายกับดาวหางอยู่ข้างในเนบูล่าซึ่งผมก็ไม่เห็นเช่นกัน ดังนั้นจะต้องกลับมาเยือนอีกครั้งเมื่อโอกาส

ตาผีคู่นี้ยังชี้ไปที่เนบูล่าอีกตัวหนึ่งใกล้ๆคือ NGC2071 สามารถเห็นได้ด้วยการมองเหลือบ จะเห็นเป็นรอยแต้มจางๆอยู่รอบดาวแมกนิจูด 9 ชื่อ V1380 Ori ดาวดวงนี้เป็นดาวแปรแสงชนิดคู่คราสที่ยังไม่ทราบคาบการโคจร

มีรายงานว่าสามารถมองเห็น M78 ได้ด้วยกล้องสองตาถ้าฟ้าดี ผมเชื่อว่าจะเห็นได้ฟ้าต้องดีจริงและกล้องสองตาก็ต้องมีเลนส์ที่ดีเช่นกัน


คลิกภาพเพื่อขยาย

Name: Ghost Nebula
Catalog number: Messier 78, NGC2068
Type: Nebula
Constellation: Orion
Visual Magnitude: +8.3
Apparent Size: 8’x6’
Distance: 1600 ly
R.A. 05h 47m 42.20s
Dec. +00° 03’ 20.0”




อ้างอิง
SkySafari
http://www.messier.seds.org/
Stephen O’Mera, Messier Objects

Thursday, 5 December 2019

Messier 77 : Cetus A




ซีตัสเป็นกลุ่มดาวขนาดใหญ่ที่พาดผ่านเส้นศูนย์สูตรฟ้า ดาวในกลุ่มพอเห็นแต่ไม่ค่อยเด่นทำให้ต้องใช้เวลามองหา ซีตัสเป็นสัตว์ประหลาดลูกผสมที่มีหัวเป็นสัตว์บกและลำตัวกับหางเป็นปลา รูปร่างของกลุ่มดาวมีส่วนหัวและลำตัวแยกจากกันและมีคอที่ออกจะยาวสักหน่อย

บริเวณคอของซีตัสมีดาวสว่างแมกนิจูด 4 ชื่อเดลต้าเซติ (δ Ceti) เด่นอยู่หนึ่งดวง ห่างออกไปแค่หนึ่งองศาทางตะวันออกของเดลต้าเซติก็คือกาแลกซี่ที่แมสซายเออร์ให้หมายเลข 77 ถูกค้นพบเมื่อปี 1780 โดยปิแอร์ เมอร์แชนท์ผู้ช่วยของแมสซายเออร์ ได้รับคำอธิบายที่ยังเป็นข้อกังขาทั้งจากแมสซายเออร์และเฮอร์เชลล์ว่าเป็นกระจุกดาวที่มีเนบูล่า จนกระทั่งในปี 1850 ลอร์ดโรสได้ระบุว่าเป็นกาแลกซี่แบบกังหัน

ลักษณะพิเศษของเอ็ม 77 คือเป็นกาแลกซี่แบบก้นหอยที่มีใจกลางสว่างกว่าปกติประมาณ 100 เท่า นักดาราศาสตร์เรียกกาแลกซี่แบบนี้ว่ากาแลกซี่เซเฟิร์ต ที่เป็นแบบนี้เพราะเอ็ม 77 มีหลุมดำยักษ์เป็นใจกลาง ยืนยันได้จากที่เป็นแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุกำลังค่อนข้างแรง ทำให้เอ็ม 77 รู้จักกันอีกชื่อว่า “ซีตัส เอ” หรือแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุ 3C71

เอ็ม 77 อยู่ใกล้กับเดลต้าเซติทำให้หาตำแหน่งได้ง่าย ในกล้องเล็งจะดูคล้ายดาวที่มีแสงฟุ้งโดยรอบ ภาพที่เห็นทำให้ผมคิดถึงกาแลกซี่เอ็ม 51 หรือ Wirlpool มากเพราะมีดาวอีกดวงหนึ่งอยู่เคียงกัน แต่เมื่อดูผ่านกล้องดูดาวเอ็ม 77 เป็นแสงฟุ้งกลมมีจุดสว่างเหมือนดาวอยู่ตรงกลาง จุดสว่างตรงนิวเคลียสนี้เป็นลักษณะเด่นที่สำคัญพราะมีกาแลกซี่ไม่กี่ตัวที่เห็นจุดสว่างแบบนี้ตรงกลาง อาจเป็นควอซ่าหรือหลุมดำก็ได้

ภาพจากกล้อง 8 นิ้วมองไม่เห็นแขนกังหันทั้ง 3 แขนที่เป็นลักษณะเด่น ต้องอาศัยกล้องดูดาวที่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือไม่ก็ฟ้าต้องดีกว่านี้ บริเวณที่เห็นได้ในเลนส์ตาจะเป็นชั้นในของกาแลกซี่ที่สว่างเป็นพิเศษ และเป็นดาวเกิดใหม่มีแสงสีฟ้า ส่วนด้านนอกที่เลยออกไปมองไม่เห็นจากกล้องดูดาวจะเป็นดาวที่อายุมากกว่า มีขอบเขตกว้างมาก คาดว่าราว 170,000 ปีแสงทีเดียว


คลิกภาพเพื่อขยาย


Name: Cetus A
Catalog number: Messier 77, NGC1068
Type: Spiral Galaxy
Constellation: Cetus
Visual Magnitude: +9
Apparent Size: 6.2’x5.6’
Distance: 33 Mly
R.A. 02h 43m 40.58s
Dec. +00° 04’ 06.3”

อ้างอิง
SkySafari

http://www.messier.seds.org/m/m077.html

Monday, 18 November 2019

Messier 33 : Triangulum Galaxy




ขอบเขตการมองเห็นดาวของมนุษย์โดยทั่วไปจะอยู่ที่ราว 6 แมกนิจูด กาแลกซี่ Triangulum หรือกาแลกซี่ Pinwheel ที่แปลว่ากังหันลมในกลุ่มดาวไทรแองกูลั่มหรือสามเหลี่ยม มีความสว่าง 5.8 แมกนิจูด ดูเหมือนจะสว่างจนมองเห็นได้แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการยากที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า เพราะวิธีการคำนวณความสว่างนั้นจะมีพื้นที่ผิวมาเกี่ยวข้องด้วย

เอ็ม 33 หรือกาแลกซี่ไทรแองกูลั่มมีขนาดใหญ่พอสมควรทำให้ค่าความสว่างที่ 6 แมกนิจูดถูกกระจายออกไปทั้งพื้นที่ผิวของกาแลกซี่ ความสว่างพื้นผิวหรือ Surface Brightness ก็เลยต่ำ เป็นการยากที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ก็เป็นไปได้ในคืนที่ฟ้าใส มืด และคนสังเกตมีทักษะการดูที่ดี

เมื่อปลายเดือนตุลาคมระหว่างรอชมดาวอัลกอลหรี่แสงที่อำเภอบ้านหมี่ ผมใช้กล้องสองตาขนาด 8x40 กวาดจากกาแลกซี่แอนโดรเมด้าผ่านดาวเบต้าแอนโดรเมเดไปอีกราวเท่าตัว ครั้งแรกมองข้ามไปไม่พบอะไรแต่เมื่อสายตาเริ่มชินก็มองเห็นฝ้าวงรีจางมาก ขนาดใหญ่พอสมควร

เมื่อดูด้วยกล้องสะท้อนแสง 8 นิ้ว เอ็ม33มีใจกลางสว่างฟุ้งเป็นรูปวงรี เมื่อดูไปนานๆจะเริ่มจับแขนกังหันสองฝั่งตรงข้ามกันได้ด้วยการมองเหลือบ ฝั่งทางทิศเหนือจะใหญ่และสว่างกว่าทางทิศใต้ กล้องดูดาว 8 นิ้วที่กำลังขยาย 56เท่า ภาพแขนกังหันจางมากจต้องใช้ผ้าคลุมศรีษะเพื่อกันแสงจากรอบข้าง แต่ก็รักษาภาพไว้ได้ไม่นาน หากใช้กล้องดูดาวขนาด 12 นิ้วจะทำให้ดูได้ง่ายขึ้นและเป็นไปได้ที่จะมองเห็นเนบูล่าสว่างที่แขนของกังหันด้วย

ผู้ที่ค้นพบอาจเป็น Giovanni Batista Hodiema ก่อนปี 1654 หลังจากนั้น Messier ก็มาเจออีกครั้งแล้วบรรจุลงไปในรายการลับดับที่ 33 ในวันที่ 25 สิงหาคม 1764 Messier บันทึกไว้ว่า

August 25, 1764. 33.
1h 40m 37s (20d 09' 17") +29d 32' 25"

Nebula discovered between the head of the Northern Fish [of Pisces] & the great Triangle, a bit distant from a star of 6th magnitude: The nebula is of a whitish light of almost even density [of brightness],
however a little brighter along two-third of its diameter, & contains no star. One sees it with difficulty with an ordinary telescope of 1-foot [FL].
Its position was determined from Alpha Trianguli. Seen again September 27, 1780. (diam. 15’)

เอ็ม 33 เป็นกาแลกซี่แบบกังหันอยู่ห่างจากเราราวสามล้านปีแสงและมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวห้าหมื่นปีแสงหรือครึ่งหนึ่งของกาแลกซี่ทางช้างเผือก คาดว่ามีดาวอยู่ราว 30-40 พันล้านดวงเทียบกับ 200-400พันล้านดวงของทางช้างเผือกและหนึ่งหมื่นล้านดวงของแอนโดรเมด้า ทำให้กาแลกซี่ไทรแองกูลั่มมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามในกลุ่มกาแลกซีท้องถิ่นของเรา

มีความเป็นไปได้ที่เอ็ม 33 จะโคจรรอบกาแลกซี่แอนโดรมีด้า จากการคำนวณการเคลื่อนที่ทำให้ต่อไปข้างหน้าทางช้างเผือก แอนโดรเมด้าและไทรแองกูลั่ม จะชน ควบรวมหรือเฉี่ยวกัน


คลิกภาพเพื่อขยาย


Name: Triangulum Galaxy, Pinwheel Galaxy
Catalog number: M33, NGC598
Type: Spiral Galaxy
Constellation: Trianulum
Visual Magnitude: +5.8
Apparent Size: 61.7’x31.3’
Distance: 3000 kly
R.A. 01h 34m 57.2s
Dec. +30° 45’ 32.9”

อ้างอิง
SkySafari
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook

Thursday, 14 November 2019

Messier 15


ภาพสเก็ทช์เอ็ม 15 จากกล้องสะท้อนแสง 8" ที่กำลังขยาย 133 เท่า


หนึ่งในห้ากระจุกดาวทรงกลมในแมสซายเออร์แคตตาลอคที่สว่างกว่าแมกนิจูด 7 เอ็ม15 สว่างคาบเส้นกับขอบเขตที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าพอดีคือแมกนิจูด 6 ตำแหน่งหาไม่ยากอยู่ใกล้หัวม้าเปกาซัส ให้ลากเส้นจากดาว Theta Pegasi (θ Peg)ไปที่ Epsilon Pegasi (ε Peg), เอ็ม 15 จะอยู่เลยออกไป 4 องศา

หากฟ้ามืดพอบางคนก็เห็นได้ด้วยตาเปล่า ถ้าดูด้วยกล้องสองตาหรือกล้องเล็งจะคล้ายดาวแต่ไม่สว่างคมเป็นปลายเข็ม เอ็ม 15เป็นวัตถุที่ดูได้สนุกเพราะมองเห็นต่างกันเมื่อใช้กล้องดูดาวต่างขนาดต่างกำลังขยาย ทำให้เหมาะมากสำหรับงาน Star Party

ผมเคยดูด้วย Borg 4 นิ้วที่กำลังขยาย 35เท่ามองเห็นเป็นลูกบอลฝ้าทรงกลมขนาดเล็ก ที่ 85เท่าขนาดใหญ่ขึ้น มีลักษณะไม่สมมาตร ฝั่งทางทิศเหนือจะใหญ่และสว่างกว่าทางทิศใต้ มองเหลือบจะเห็นแถบมืดพาดยาวตามแนวตะวันออกะวันตกทำให้ดูเหมือนมีแขนยืดออกไปสองข้าง ใจกลางสว่างมาก แยกดาวออกเป็นเม็ดได้บริเวณใจกลางด้วยการมองเหลือบราว 10-20 ดวง


ภาพเสก็ทช์จากกล้องดูดาวหักเหแสงขนาด 4" ที่กำลังขยาย 85 เท่า ลองเปรียบเทียบกับภาพบน


เมื่อดูด้วยกล้องสะท้อนแสง 8 นิ้ว กำลังขยาย 33เท่าเป็นทรงกลมฝ้าขนาดเล็ก ที่ 133เท่าเมื่อใช้วิธีมองเหลือบจะห็นดาวมากกว่า 100 ดวงขึ้นไป มีแถบมืดทางทิศเหนือและตะวันออก แต่เในคืนที่ท้องฟ้ามีหมอกควันหนา ภาพที่เห็นจะคล้ายกับที่ได้จากกล้องหักเหแสง 4 นิ้วมาก

คนแรกที่พบคือ Jean-Dominique Maraldi ในปี 1746 ระหว่างมองหาดาวหาง De Chéseaux แมสซายเออร์บันทึกลงใน Messier catalog เมื่อ 3 มิถุนายน 1764 มีขนาดปรากฎในกล้องดูดาวราว 7-8 อาร์มินิท มีความสว่างแมกนิจูด 6.2 อยู่ไกลออกไป 34,000 ปีแสง เป็นตัวที่มีใจกลางที่หนาแน่นมากที่สุดตัวหนึ่งของกระจุกดาวทรงกลมในทางช้างเผือก

นอกจากนั้นเอ็ม 15 ยังพบว่ามีเนบูล่าดาวเคราะห์เป็นฟีเจอร์เสริมเพิ่มความน่าสนใจอีก แต่มีต้องใช้กล้องดูดาวขนาดอย่างน้อย 16 นิ้วและฟิลเตอร์ OIII ในการดู



คลิกภาพเพื่อขยาย



Catalog number: Messier 15, NGC 7078
Type: Globular Cluster
Constellation: Pegasus
Visual Magnitude: +6.2
Apparent Size: 18’
Distance: 34,000 ly
R.A. 21h 30m 54.80s
Dec. +12° 15’ 12.3”



อ้างอิง
SkySafari
http://www.messier.seds.org/m/m015.html

Thursday, 31 October 2019

Messier 57 : Ring Nebula



ภาพเสก็ทช์เอ็ม 57 เนบูล่าวงแหวนโดยผู้เขียน


“Among the curiosities of the heaven….
a nebula that has a regular concentric dark spot in the middle…
and is probably a ring of stars.”

“ ท่ามกลางสิ่งมหัศจรรย์ของสวรรค์….
เนบิวลาที่มีจุดมืดเป็นศูนย์กลางอยู่ตรงกลาง...
และอาจเป็นแหวนของดวงดาว”

-Sir William Herschel

ดาวฤกษ์ที่มีมวลใกล้เคียงดวงอาทิตย์ของเรา เมื่อแกนกลางใช้เชื้อเพลิงหมดจนไม่สามารถจุดปฎิกริยานิวเคลียร์ต่อไปได้ ในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตขนาดของดาวจะขยายออกจนเกินกำลังที่ดาวจะยึดไว้ ผิวดาวและเนื้อสสารจะหลุดออกไปในอวกาศอันเวิ้งว้าง ทิ้งไว้แต่แกนคาร์บอนตรงกลางที่เรียกว่าดาวแคระขาว

ผิวดาวและสสารที่หลุดออกมานี้เรียกว่าเนบูล่าดาวเคราะห์หรือ Planetary Nebula ที่ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับดาวเคราะห์แม้แต่น้อย ที่ได้ชื่อแบบนี้เพราะภาพที่เห็นจากกล้องดูดาวมักจะเป็นฝ้ากลมขนาดราวดาวเคราะห์ ในระยะแรกฟองกาซเนบูล่ายังเรืองแสงอยู่และจะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ จนเย็นลงและจางหายไปในที่สุด

เอ็ม 57 หรือเนบูล่าวงแหวนเป็นตัวอย่างที่ดีของเนบูล่าดาวเคราะห์และมักเป็นออบเจคแรกๆที่นักดูดาวมือใหม่มองหา คนแรกที่พบเป็นนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Antonio Darquier ด้วยกล้องดูดาวขนาด 3 นิ้วในปี 1779 ก่อนหน้าแมสซายเออร์เพียงไม่กี่วัน วิลเลี่ยม เฮอเชลล์เป็นคนแรกที่มองเห็นเป็นวงแหวน

เนบูล่าวงแหวนอยู่ราวครึ่งทางจากดาวเบต้าไปแกมม่าไลเรในกลุ่มดาวพิณ ทั้งคู่เป็นดาวที่สว่างทำให้หาไม่ยาก กล้องดูดาวขนาด 3-4 นิ้ว ที่กำลังขยายต่ำจะมองเห็นเหมือนดาวที่ไม่ได้โฟกัส หากเพิ่มกำลังขยายจะเริ่มเห็นวงแหวนสีเทาขนาดจิ๋วที่สร้างความประหลาดใจให้ทุกคนที่เห็น สำหรับกล้องสองตาถือว่าเป็น Challage object

ปลายกันยายนผมมีจังหวะได้ดูเอ็ม 57 อีกครั้งหลังในรอบหลายปี ฟ้ามีเมฆมาจากทางทิศใต้มีฟ้าแลบให้เห็นเป็นระยะ ตรงกลุ่มดาวพิณฟ้ายังเปิดอยู่ ผมมองไม่เห็นสัญญาณของเอ็ม 57 ในกล้องเล็ง ภาพจากกล้องดูดาวขนาด 8” ที่กำลังขยายต่ำเอ็ม 57 เหมือนดาวที่โฟกัสไม่ชัด

เมื่อเปลี่ยนกำลังขยายเป็น 133 เท่า เอ็ม 57 สว่างเด่นท่ามกลางหมู่ดาว เป็นวงรีที่มีขอบหนาและสว่างกว่าพื้นที่ตรงกลาง ขอบที่หนานั้นจะเปิดปลายทั้งสองข้าง ฝั่งทางเหนือจะสว่างกว่า สิ่งที่แปลกใจคือตัวเนบูล่ามีสีเทาอมเขียวนิดหน่อย ต่างกับสีขาวของดาวใกล้เคียง ได้ลองกรอกตาและขยับกล้องหลายครั้งก็ยังมองเห็นเป็นสีเทาอมเขียวเหมือนเดิม

มีบางจังหวะที่มองเห็น Central Star ด้วยการมองเหลือบ แต่ผมไม่ยืนยันว่าเป็น Central Star ของเอ็ม 57 ที่สว่างราวแมกนิจูด 15 อีกทั้งเป็น Challanging และเป็นที่ถกเถียงตามเวบบอร์ดต่างๆ ผมก็ไม่คิดว่าจะมองเห็นได้จากกล้องดูดาวตัวที่ใช้อยู่

แต่ว่าคืนนั้นผมยังสามารถเห็นสีของเนบูล่า ก็เป็นไปได้ว่า Central Star นั้นอาจจะมองเห็นจริงก็เป็นไปได้


คลิกภาพเพื่อขยาย


Name: Ring Nebula
Catalog number: Messier57, NGC6720
Type: Planetary Nebula
Constellation: LyraVisual Magnitude: +8.8
Apparent Size: 1.4’x1.1’
Distance: 2300 ly
R.A. 18h 54m 18.95s
Dec. -33° 03’ 12.4”

อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
วิภู รุจิโรปการ, เอกภพ

EHT สำรวจสนามแม่เหล็กหลุมดำทางช้างเผือก

       ภาพใหม่จากกลุ่มความร่วมมือกล้องโทรทรรศน์ขอบฟ้าสังเกตการณ์ ได้เผยให้เห็นสนามแม่เหล็กที่รุนแรงและเป็นระเบียบรอบๆ ขอบของหลุมดำมวลมหาศาล ...