Showing posts with label Nebula. Show all posts
Showing posts with label Nebula. Show all posts

Friday, 26 March 2021

NGC3372 : Carina Nebula


ดาวดวงสีแดงกลางภาพคือ Eta Carinae, หากฟ้าดีพอจะเห็นเนบิวล่ากว้างใหญ่กว่านี้มาก



หากถามว่าเนบิวลาที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าคือตัวไหน คงต้องเป็น NGC3372 เนบิวลาในกลุ่มดาวคารินาหรือท้องเรือ

แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเพราะมองเห็นได้ยากจากซีกโลกเหนือรวมถึงประเทศไทยด้วย ไม่เหมือนเอ็ม42 ในกลุ่มดาวนายพรานที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรฟ้าทำให้มองเห็นได้เกือบทุกพื้นที่บนโลก

ที่ละติจูดอย่างกทม อีต้าคาริเน่เนบิวลา มีตำแหน่งสูงที่สุดทางทิศใต้ราวสิบห้าองศา เป็นไปได้ที่จะมองเห็นหากทิศใต้โล่ง ฟ้าใสและไม่มีฝุ่นมาบังที่ขอบฟ้ามากนัก

ผมเชื่อว่าอย่างน้อยน่าจะพอมองเห็นด้วยกล้องสองตาในที่ๆมีมลภาวะทางแสงและหมอกควันปานกลาง เพราะภาพสเก็ทช์ข้างบนคือภาพที่เห็นผ่านกล้องดูดาวขนาด 4” ที่หมูสี

คืนนั้นอีต้าคาริเน่เนบิวลาสูงสาว 10 องศาเศษ ขอบฟ้าใต้สว่างขาวโพลน ไม่เห็นดาวใดๆด้วยตาเปล่า แต่ยังมองเห็นเนบิวลาทะลุแสงรบกวนและหมอกควันออกมาได้ในกล้องดูดาว

ผมมีโอกาสอีกครั้งที่นครศรีธรรมราช มองเห็นด้วยตาเปล่าสูงราว20องศาจากขอบฟ้า สว่างและใหญ่กว่าเอ็ม42มาก เสียดายว่าคืนนั้นไม่มีโอกาสที่จะดูให้ละเอียดและสเก็ทช์ลงสมุด

คงต้องหาโอกาสกลับไปที่นครศรีธรรมราชแล้วสำรวจแบบเจาะลึกอีกครั้ง

ลองหาโอกาสดูนะครับ คนที่อยู่ทางใต้จะได้เปรียบ เชียงใหม่ เชียงรายจะยากกว่า เพราะจะใกล้ขอบฟ้ามาก 

เดือนสองเดือนนี้ NGC3772 อยู่ตำแหน่งสูงสุดทางทิศใต้ราวสี่ห้าทุ่ม รอพระจันทร์สักหน่อย ขอให้เป็นวันที่ฟ้าดีๆ น่าจะได้ชมครับไม่ว่าจะตาเปล่า กล้องสองตา กล้องดูดาว หรือซีซีดี


แผนที่จาก Stellarium [คลิกภาพเพื่อขยาย]


Thursday, 11 February 2021

NGC2261 Hubble Variable Nebula

 





ระหว่างกลุ่มดาวนายพราน คนคู่ หมาเล็ก และหมาใหญ่ เป็นเหมือนที่ว่างเพราะไม่มีดาวสว่างให้เป็นจุดสังเกต ตรงนี้มีกลุ่มดาวจางกลุ่มหนึ่งที่มองยากแม้จากฟ้าชานเมืองขนาดเล็กอย่างบ้านหมี่ กลุ่มดาวโมโนเซรอสหรือม้ายูนิคอร์น

โมโนเซรอสที่แม้จะจาง แต่มีเนบูล่าเล็กจิ๋วที่ไม่ค่อยเด่นดังเหมือนเพื่อนบ้านอย่างกระจุกดาวต้นคริสตมาส เนบูล่ารูปกรวย และเนบูล่าดอกกุหลาบ แต่ก็มีความน่าสนใจที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบตลอดเวลา

NGC2261 เป็นเนบูล่าสะท้อนแสงที่ดูคล้ายดาวหาง ตรงจุดสว่างที่คล้ายหัวดาวหางคือดาวแปรแสงความสว่าง 12-14 แมกนิจูด ชื่อ R Monocerotis เนบูล่าตัวนี้อยู่ห่างจากกระจุกดาวต้นคริสมาสแค่องศาเศษทางทิศใต้ แต่มีขนาดเล็กมากทำให้พลาดได้ง่ายหากไม่รู้จักหรือไม่ตั้งใจไปเยี่ยม

ผู้ที่พบคนแรกคือเซอร์วิลเลี่ยม เฮอร์เชลล์เมื่อปี 1783 ต่อมาในปี 1861 นักดาราศาสตร์ที่หอดูดาวเอเธนส์พบว่า R Mon เป็นดาวแปรแสงที่มีความสว่างต่างกัน 2 แมกนิจูด

เฮ็ดวิน ฮับเบิ้ล ตรวจเจอว่าตัวเนบูล่าเปลี่ยนแปลงได้ในปี 1916 ไม่ใช่แค่รูปร่างและความสว่าง แม้แต่รายละเอียดภายในเนบูล่าก็เปลี่ยนไป เนบูล่าตัวนี้นักดาราศาสตร์ทำการศึกษากันมายาวนาน จนสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงของเนบูล่าเป็นเงาของอนุภาคฝุ่นที่พัดออกมาจากดาว R Mon


ภาพเคลื่อนไหวแสดงการเปลี่ยนแปลงของ NGC2261
Cr: Glenlea Astronomical Obs., University of Manitoba

ที่หอดูดาว TJ เมื่อต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้กลางวันจะใสไร้เมฆแต่พอตะวันตกดิน เห็นชัดว่าที่นี่ก็มีปัญหาเหมือนในกรุงเทพมหานครเช่นกัน แนวหมอกสีเทาหนาตาสูงราว 60 องศาจากขอบฟ้า ทำให้คืนนี้มองเห็นแค่กลุ่มดาว นายพราน คนคู่ หมาใหญ่ ที่อยู่แถวกลางฟ้าเป็นบริเวณแคบๆ กลุ่มดาวแม่น้ำและโมโนเซรอสที่จางกว่า เลือนหายไปกับหมอกควัน

ตำแหน่งของ NGC2261 อยู่ประมาณตรงกลางระหว่างดาว 13 Mon กับ 15 Mon (เป็นส่วนหนึ่งในกระจุกดาวต้นคริสตมาสหรือ NGC2264) เส้นทางฮอบที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากดาวปลายเท้าของแฝดพอลลักซ์ที่ชื่อดาว ซาย เจมิโนรุม (ξ Gem) แล้วไปที่ 15 mon จากนั้นวางให้ 15 กับ 13 Mon ไว้กลางกล้องเล็ง เราควรจะมองเห็น NGC 2261 ในเลนส์ตาของกล้องดูดาว (ดูแผนที่ด้านล่าง)

ที่กำลังขยาย 33 เท่าของกล้องดูดาวสะท้อนแสงขนาด 8” ผมมองเห็นฝ้าขนาดเล็กด้วยการมองเหลือบและระหว่างการเคลื่อนภาพไปมา เปลี่ยนเลนส์ตาเพิ่มกำลังขยายไปเรื่อยจนพบว่าคืนนั้นที่ 111 เท่าให้ภาพดีที่สุดและไม่ต้องมองเหลือบ ตัวเนบูล่าดูคล้ายดาวหาง เป็นรูปสามเหลี่ยม

ที่ยอดสามเหลี่ยมทางทิศใต้สว่างนวล มีดาวดวงนึงอยู่ภายใน จากดาวตรงยอดสามเหลี่ยมตัวเนบูล่าแผ่กว้างและจางจนละลายหายไปทางทิศเหนือ มีเส้นขอบพุ่งสว่างเป็นแนวกำหนดขอบเขตทั้งทางตะวันตกและตะวันออก แนวขอบทางตะวันออกเป็นเส้นโค้งเล็กน้อย

NGC2261 เป็นอีกออบเจคที่สว่างดูง่ายแม้จะมีขนาดที่เล็กมาก แต่ก็น่าสนใจมากอีกตัวเช่นกัน
ใครอยากลงลึกในรายละเอียดแนะนำที่

http://www.umanitoba.ca/faculties/science/astronomy/cbrown/imaging/hvn/introduction.html



คลิกภาพเพื่อขยาย


ข้อมูลทั่วไป
Name: Hubble’s Variable Nebula
Catalog number: NGC2261
Type: Nebula
Constellation: Monoceros
Visual Magnitude: +9.19
Apparent Size: 14’x2’
Distance: NA

Coordinates
R.A. 6h 40m 13.64s
Dec. +8° 43’ 51”

Tuesday, 15 September 2020

NGC6960 & NGC6995 : Veil Nebula

 








กลางเดือนพฤศจิกายนปี 2009 ที่ภูสวนทราย ฟ้ามืดสนิทแม้จะเพิ่งทุ่มครึ่ง ดาวสว่างเต็มฟ้า ทางช้างเผือกสว่างพาดข้ามฟ้า กล่มดาวเปก้าซัสอยู่กลางศรีษะ กลุ่มดาวหงส์ตะแคงข้างอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 8000 ปีก่อนบริเวณปีกทางตะวันออกของหงส์ มีดาวดวงหนึ่งสิ้นอายุขัย ระเบิดเป็นซุปเปอร์โนว่า 

เศษซากที่เหลือขของการระเบิดกระจัดกระจายอยู่รอบๆดาวดวงนั้นนั่นเอง หากดูจากภาพถ่ายจะเห็นว่ามีเนบิวล่าเต็มไปทั่วบริเวณ คล้ายเศษผ้าที่โดนฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่เนบิวล่าตัวที่เราพอจะมองเห็นได้จากกล้องดูดาวขนาดเล็กทั่วไปมีอยู่สองตัว คือ NGC6995 และ NGC6960 Veil Nebula ฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตก 

Veil เป็นเนบิวล่าที่ดูยากสำหรับกล้องดูดาวขนาดเล็ก แต่สามารถช่วยให้ดูง่ายขึ้นด้วยฟิลเตอร์พิเศษอย่าง OIII หรือ UHC และอย่าลืมตรวจสอบ NGC6974ที่อยู่ตรงกลาง น่าจะมองเห็น แต่ใครอยากเห็นทั้งสองตัวอยู่ด้วยกันในฟิลด์เดียวต้องใช้เลนส์ตาที่ให้มุมกว้างเกือบๆ 4 องศาจึงสวย

วิลเลี่ยม เฮอร์เชลล์เป็นคนพบค้นแรกเมื่อปี 1784 ด้วยกล้องดูดาวขนาด 18 นิ้ว

NGC6960 หาไม่ยากเพราะมีดาวสว่างแมกนิจูดที่สี่ - 52 Cygni เป็นหมาย เนบิวล่าจะเป็นเส้นโค้งวางตามแนวทิศเหนือใต้ มีขนาดเกือบสององศาในกล้องหักเหแสงสี่นิ้ว

จาก NGC6960 ไปทางตะวันออกราว 3 องศา จะพบ NGC6995 วางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ มองเห็นขนาดยาวพอกัน มีรูปร่างโค้ง ปลายฝั่งทิศใต้แตกออกเป็นสองขา หากกล้องดูดาวตัวใหญ่พอจะเห็นโครงสร้างที่เป็นเส้นใยในตัวเนบิวล่าอันเป็นที่มาของชื่อ Filamentary Nebula หรือเนบิวล่าเส้นใย 6960 เป็นตัวที่มองเห็นได้จากกล้องสองตา 8x50 แต่ฟ้าต้องดีมากและมืดสนิท

อย่าลืมที่จะลองมองหา NGC9674 ที่ห่างจาก 52 Cygni ไปทางตะวันออก ไม่ถึงหนึ่งองศาตัวนี้มีชื่อว่า Filamentary เช่นกัน

ใครที่ชอบดูเนบิวล่าก็แนะนำให้หาฟิลเตอร์ multiband อย่าง UHC มาประจำการ Narrow band อย่าง OIII ก็ได้แต่จะมืดกว่า ดูยากกว่า ฟิลเตอร์พวกนี้ช่วยได้มากในสภาวะที่มลพิษทางแสงหนักหนานักในปัจจุบัน 

ขอให้มีความสุขกับการสำรวจท้องฟ้าครับ



Cart du Ceil map



Cart du Ceil map

Name: Veil Nebula 
Catalog Number: NGC6960, 6995
Type: Emission Nebula 
Visual Magnitude: +5.0, +5.0
Dimension: 70.0’ x 6.0’, 60.0’ x 30.0’
Constellation:Cygnus 
Distance: 2600 ly

Coordinates: 
NGC6960
RA: 20h 46m 32.82s
DEC:+30° 47’ 31.5” 

NGC6995 
RA: 01h 47m 10.79s
DEC:+31° 47’ 35.6”

Thursday, 26 March 2020

NGC2175 : Monkey Head Nebula




ชายแดนระหว่างโอไรออนกับเจมินี่ ใกล้ปลายกระบองของนายพราน มีเนบิวล่าที่ผู้คนมักจะมองข้าม NGC2174/NGC2175 หรือ Monkey Head Nebula เนบิวล่าตัวนี้เป็นทรงกลมจางขนาดใหญ่ล้อมรอบดาวมัคิจูด 8 ดวงหนึ่ง หากฟ้าดีพอเราสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องสองตา

NGC2174 และ NGC2175 เป็นเนบิวล่าที่มีความสับสนในการระบุชื่อและชนิดของออบเจคตัวหนึ่ง หนังสือบางเล่มบอกว่า NGC2175 เป็นกระจุกดาว NGC2174 เป็นเนบิวล่า บางเล่มก็สลับกัน บางเล่มก็ให้ NGC2175 เป็นทั้งกระจุกดาวและเนบิวล่า โดยไม่กล่าวถึงอีกตัว

ในปี 1931นักดาราศาสตร์ชาวสวีเดน Per Collinder ตีพิมพ์รายการการะจุกดาวที่เรียกกันว่า Collinder Catalog ในนั้นมี Collinder 84 ตรงกับ NGC2175 ที่ทำให้เกิดความสงสัยเพราะพื้นที่ตรงนี้ดูไม่เหมือนกระจุกดาวไม่ว่าจากภาพถ่ายหรือดูด้วยตาจากกล้องดูดาว ซึ่งนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสับสน

ภาพถ่าย NGC2175 โดยคุณตระกูลจิตร จิตตไสยพันธ์

หากยึดตามนิตยสาร Sky&Telescope ปัจจุบันนั้น NGC2175 คือเนบิวล่าทั้งหมดและ NGC2174 เป็นปมแสงที่อยู่ทางทิศเหนือ ที่ตรงกับคำอธิบายของ Edouard Stephan ผู้ค้นพบว่า “จางมาก อยู่ระหว่างดาวจางมาก 3 ดวง” ส่วน Collinder 84 ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน นอกจากนั้นทางทิศะวันตกของดาวที่ใจกลางยังมีปมแสงอีกจุดที่เห็นได้ชัดในภาพถ่าย มีชื่อว่า Sh2-252E

กลับมาที่สิ่งที่เห็นด้วยตาของเราเอง ภาวะโลกร้อนทำให้ยุคนี้เรามีปัญหาเรื่องหมอกควันมากขึ้นเมื่อรวมกับปัญหาเรื่องมลภาวะทางแสงแล้วทำให้เนบิวล่าที่จางอยู่แล้วมักจะจมหายไป แม้จะใช้กล้องหักเหแสงขนาดสี่นิ้วคุณภาพดี ก็ยังต้องอาศัยฟิลเตอร์ เป็นตัวช่วย

ฟิลเตอร์ UHC ช่วยให้เนบูล่าสว่างขึ้นมาก มีดาวสว่างมัคนิจูด 8 อยู่ตรงกลาง และมีอีก 4-5 ดวงอยู่ภายในเนบูล่าทางทิศตะวันออก ตัวเนบูล่ามีลักษณะเป็นวงกลมขอบฟุ้งขนาดใหญ่ มีความสว่างจากตรงกลางแล้วค่อยจางลงออกไปอย่างนุ่มนวล แถบมืดในตัวเนบูล่ามองเห็นได้ด้วยการมองเหลือบ ส่วนปมแสงอีกสองจุด NGC2174 และ Sh2-252E ต้องใช้กล้องดูดาวขนาด 10 นิ้วขึ้นไปครับ

NGC 2174 หรือ Monkey Head ตำแหน่งอยู่ห่างจากปลายกระบองของนายพรานหรือ ไคสอง (χ2) โอไรออนนิส ไปทางทิศตะวันออกราว 1.5 องศา และห่างจากเอ็ม 35 ไปทางทิศใต้ 4 องศา

คลิกภาพเพื่อขยาย


ข้อมูลพื้นฐาน
Name: Monkey Head
Catalog Number: NGC2175/2174
Type: Emission Nebula
Visual Magnitude: 7.6
Dimension: 40.0 x 30.0'
Constellation: Orion

Coordinates:
RA: 06h 10m 45.27s
DEC:+20°29' 36.9”

Wednesday, 11 March 2020

NGC2359 : Duck Nebula/Thor's Helmet




ดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าโลกราวร้อยเท่าเศษ มีมวลมากกว่าสามแสนสามหมื่นเท่า อุณหภูมิราวหมื่นองศาเซลเซียส เรียกว่าใหญ่มากแล้ว แต่ยังมีดาวฤกษ์ประเภทหนึ่งที่สุดขั้วกว่าดวงอาทิตย์มาก เราเรียกว่าดาว “วูลฟ์-ราเยท์ - Wolf-Rayet” ดาวประเภทนี้มีขนาดใหญ่ มวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 20 เท่าขึ้นไป สว่างกว่าล้านเท่า และมีอุณหภูมิสูงถึง 50,000 องศาเซลเซียส พบแล้วในทางช้างเผือกราว 500 ดวง

เมื่อมวลสูงปฎิกริยานิวเคลียส์ฟิวชั่นก็รุนแรงตาม เกิดกระแสดาราวาต (Stellawind) รุนแรงตามไปด้วย แรงจนเป่ามวลสารกระจายออกจากตัวดาว มองเห็นเป็นเนบิวล่าเรืองแสงล้อมรอบ

ในกลุ่มดาวคานิสเมเจอร์หรือหมาใหญ่มีเนบิวล่าที่เกิดจากดาววูลฟ์-ราเยท์เป่าออกมา เนบิวล่าตัวนี้พอมองเห็นจางๆจากกล้องสะท้อนแสง 8 นิ้ว แต่เมื่อดูผ่านฟิลเตอร์ OIII เนบิวล่าสว่างมากจนไม่น่าเชื่อ ส่วนดาว WR7 หรือ HD56925 ที่เป็นต้นกำเนิดเนบิวล่าพอมองเห็นเมื่อไม่ใช้ฟิลเตอร์

ความสว่างเมื่อดูผ่านฟิลเตอร์ ออกซิเจน III สอดคล้องกับข้อเท็จจริง มวลสารที่ดาราวาตเป่าออกมาส่วนมากเป็นออกซิเจน ที่เมื่อถูกกระตุ้นด้วยพลังงานจากตัวดาวก็แตกเป็นอิออนให้แสงโทนสีฟ้า-เขียว ดังที่ปรากฎในภาพถ่าย

NGC2359 ก็ตอบสนองกับฟิลเตอร์ UHC ได้ดีเช่นกันและภาพที่ได้ก็ดูง่ายกว่า ตัวเนบิวล่าแม้ไม่สว่างเท่าดูผ่าน OIII แต่ก็มีรายละเอียดมากกว่า รูปร่างของเนบิวล่าจากกล้อง 8 นิ้วดูเหมือนหอยทากมาก หากอยากเห็นเป็นหมวกของธอร์คงต้องใช้กล้องดูดาวขนาด 12-13 นิ้วขึ้นไป

การหาตำแหน่งไม่ง่ายนักเพราะดาวเยอะ จางและมองไม่เห็นเนบิวล่าในกล้องเล็ง อาจจะต้องใช้เลนส์ตาที่กว้างที่สุดแล้วฮอบไปช้าๆ เส้นทางที่แนะนำเริ่มจากแกมม่า คานิสเมเจอริส ไปกระจุกดาว NGC2360 ทางทิศตะวันออก จากนั้นขึ้นเหนือไปอีกราวสององศาครึ่งจะเจอเป้าหมาย ดาวบริเวณนี้ค่อนข้างเยอะและจางทำให้ฮอบยากสักหน่อยครับ

คลิกภาพเพื่อขยาย


Name: Duck Nebula/Thor’s Helmet
Catalog number: NGC2359
Type: Emission Nebula
Constellation: Canis Major
Visual Magnitude: +11.50
Apparent Size : 8’x6’
Distance: 1800 ly

Coordinates :R.A. 07h 19m 31.16s
Dec. -13° 14’ 14.8”

อ้างอิง
SkySafari
https://earthsky.org/space/wolf-rayets-are-the-most-massive-and-brightest-stars-known
https://www.facebook.com/ThaiStargazers/posts/614040439152407:0?__tn__=K-R

Wednesday, 5 February 2020

AE Aurigae & IC405 Flaming Star Nebula


AE Aurigae คือดาวตรงลูกศรชี้
ดาวสว่างเป็นกลุ่มทางทิศตะวันออกเฉียงใต้คือ 16, 17,18, 19 Aur
มองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นแถบฟุ้งใจกลางกลุ่มดาวออริก้า
ดูรายละเอียดได้ที่แผนที่ด้านล่าง ภาพสเก็ทช์ โดยผู้เขียน

Flaming Star เป็นเนบิวล่าในกลุ่มดาวออริก้าที่ดูค่อนข้างยาก ทำให้ไม่น่าสนใจนักสำหรับการดูด้วยตา แต่ดาวสว่างในเนบิวลาที่ชื่อเออี (AE) ออริเก กลับน่าสนใจเสียจนยากจะมองข้าม

เรื่องเริ่มต้นที่บริเวณโอไรออนเนบิวล่าเมื่อสองล้านห้าแสนปีก่อน เวลานั้นระบบดาวทราเปสเซี่ยมที่ใจกลางโอไรออนเนบิวล่ายังไม่กำเนิดขึ้นมา มีดาวฤกษ์สองดวงกระเด็นออกไปจากเนบิวล่า ด้วยความเร็วกว่า 100 กิโลเมตรต่อวินาทีในทิศทางตรงกันข้าม

ดวงหนึ่งไปทางทิศเหนือ ตอนนี้อยู่ในกลุ่มดาวออริก้าหรือสารถีและเป็นที่มาของบทความนี้ “เออี (AE) ออริเก” อีกดวงไปทางทิศใต้ในกลุ่มดาวโคลอมบาหรือนกพิราบคือ “มิว (μ) โคลอมเบ” ไม่มีใครทราบแน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เป็นไปได้คือระบบดาวคู่ขนาดใหญ่สองระบบชนกัน ทำให้เกิดแรงอะไรบางอย่างเหวี่ยงดาวฤกษ์สองดวงนี้ออกไป


เส้นทางการเคลื่อนที่ของเออี ออริเกและมิว โคลอมเบ
เริ่มต้นจากบริเวณเนบิลล่าสว่างใหญ่ในกลุ่มดาวโอไรออน
นอกจากนั้น ยังมีดาวอีกดวงในกลุ่มดาวอารีส์หรือแกะชื่อ 53 อารีติส ที่พบว่า
เส้นทางการเคลื่อนที่ก็มาจาก โอไรออนเนบิวล่าเช่นกันแต่เป็นคนละเหตุการณ์
 53 อารีติสหลุดออกมาจากโอไรออนเมื่อ 4-5 ล้านปีก่อน
ภาพประกอบโดยผู้เขียน - ขอสงวนลิขสิทธิ

เออี ออริเกเป็นดาวฤกษ์สว่างแมกนิจูด 6 หาตำแหน่งง่ายเป็นระยะทางหนึ่งในสามจากอิโอต้า (ι) ออริเก  ไปเดลต้า (δ) ออริเก (ดูในแผนที่) และใกล้กันทางทิศตะวันออกมีดาวสว่างแมกนิจูด 4 ถึง 6 ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหกดวงเรียงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นจุดสังเกตในกล้องเล็ง 

ในภาพถ่ายจะเห็นเนบิวล่าสีแดงอยู่รอบบริเวณ เนบิวล่าตัวนี้คือ IC405 หรือเป็นกลุ่มกาซและฝุ่นที่ เออี ออริเก บังเอิญวิ่งผ่านเข้ามาทำให้ดูเป็น “Flaming Star” โดดเด่นกว่าพี่น้องอีกคนในกลุ่มดาวนกพิราบมาก เพราะมิว โคลอมเบไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าเป็นดาวสีขาวแมกนิจูด 6 ดวงหนึ่ง

Flaming Star Nebula เป็นเนบิวล่าที่จางแต่ก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็นเสียเลย ปัญหาหลักคือขนาดที่ใหญ่ทำให้ต้องการมุมมองที่กว้าง 2.5 องศาขึ้นไป การใช้ฟิลเตอร์ UHC จะเป็นตัวช่วยเพิ่มคอนทราสที่ดี ผมพบว่าฟิลเตอร์ H-beta ทำให้เห็นเนบิวล่าได้กว้างขวางมากขึ้น ส่วน O-III ไม่ได้ช่วยนัก ทักษะการมองเหลือบและการใช้ผ้าคลุมหัวเพื่อกันแสงจากรอบด้านมีความจำเป็น

เออี ออริเกและมิว โคลอมเบเป็นตัวอย่างของ Runaway Stars ที่มักจะได้รับกล่าวถึงเสมอ ดาวในคลาส OB แบบเดียวกับเออี ออริเก อีกร้อยละ 10-15 ยังต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน สาเหตุของการโดนเนรเทศมีหลากหลาย ทั้งจากหลุมดำ ซูเปอร์โนว่า หรือการชนกันของดาวคู่

Runaway Star บางดวงอย่าง US 708 ที่ตอนนี้อยู่ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ กำลังเคลื่อนที่อยู่ด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อในระดับ 1200 กิโลเมตรต่อวินาที!

ธรรมชาติมีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่เสมอและยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป


คลิกภาพเพื่อขยาย


ข้อมูลพื้นฐาน
Name: Flaming Star Nebula
Catalog Number : IC405
Type: Nebula
Visual Magnitude: +10
Dimension: 30x19 arcmin
Constellation: Auriga
Distance: 1400 ly

Coordinates:
R.A. 5h 17m 30.47s
Dec. +34° 17' 13.1”



อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari
Wikipedia

Bob King, Runaway with These Run Away Stars
https://www.skyandtelescope.com/observing/run-away-with-these-runaway-stars12062105/

Jim Kaler, STARS Webite
http://stars.astro.illinois.edu/sow/aeaur.html

Thursday, 30 January 2020

NGC281 : Pacman Nebula


ภาพสเก็ทช์ NGC281โดยผู้เขียน


ปลายมกราคม ค่อนข้างช้าไปสักหน่อยแล้วสำหรับออบเจคในกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย ทำให้ต้องรีบดูตั้งแต่หัวค่ำ เพราะตัวเอ็มเริ่มตะแคงข้างไปแล้ว ไม่ถึงสององศาทางทิศตะวันออกของดาวสีแดงสด “ชีดาร์” ที่เป็นยอดแหลมสูงของตัวเอ็ม ผมพอเห็นแสงฟุ้งจางๆในกล้องเล็งรอบดาวดวงหนึ่งที่มีหมายเลข HD5005

NGC281 หรือ “Pacman” เนบิวล่าที่คล้ายตัวละครในวีดีโอเกมส์ “แพคแมน” ภาพในเลนส์ตากำลังขยายต่ำจากกล้องสะท้อนแสงขนาด 8 นิ้ว มองเห็นท้องฟ้าสว่างขาวจากหมอกควันบางๆที่สะท้อนแสงไฟจากอำเภอบ้านหมี่ แต่ก็ยังมีดาวสว่างน้อยใหญ่จำนวนหนึ่งพอให้หายเหงา มีแสงจางสีขาวที่ฟุ้งรอบดาวดวงหนึ่งและเมื่อเทียบรูปแบบดาวกับแผนที่ทำให้มั่นใจว่าไม่ผิดตัว

ผมเปลี่ยนเลนส์ตาเพิ่มกำลังขยาย สีท้องฟ้าเข้มขึ้น คอนทราสดีขึ้น มองเห็นดวงจางอีก 2 ดวงที่เป็นสมาชิกของระบบดาว HD5005 ถ้ามองเหลือบจะเห็นดาวเพิ่มอีกสองดวงและแสงฟุ้งที่มาจากกระจุกดาวที่จางและเล็กจิ๋ว IC1590 ผมลองใช้ฟิลเตอร์ UHC คอนทราสดีขึ้นมาก เนบิวล่าสว่างขึ้นเป็นวงกลมรอบ HD5005 ลองใช้ผ้าทึบแสงคลุมศรีษะเพื่อกันแสงรอบด้านที่เข้าตา ทำให้เห็นรายละเอียดมากขึ้นและดูง่ายขึ้น

เนบิวล่ามีลักษณะตัวอักษร "J" ที่ล้อมดาวเอาไว้ ส่วนที่เป็นหางยาวของตัว J จางมากต้องสังเกตให้ดี สีของเนบิวล่าสว่างกว่าสีท้องฟ้านิดเดียวและต้องอาศับมองเหลือบจึงจะพอเห็น เมื่อลองใช้ฟิลเตอร์ตัวอื่นพบว่าเนบิวล่าตัวนี้ก็ตอบสนองกับ H-beta ดี แต่ไม่ตอบสนองเลยกับ O-III

เทคนิคการใช้ฟิลเตอร์ดูเนบิวล่าที่เพิ่งได้ลอง คือสลับไปสลับมาระหว่างใช้ฟิลเตอร์กับไม่ใช้แบบเร็วๆ วิธีนี้จะทำให้เนบิวล่า “Blink” ขึ้นมา เป็นวิธีที่ได้ผลดีทีเดียว ช่วยให้ผมมองเห็นความแตกต่างของสีเนบิวล่ากับท้องฟ้าได้ดีขึ้น ทำให้คิดว่าเนบิวล่าตัวนี้ถ้าฟ้าดีมากก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฟิลเตอร์ช่วยใดๆ และอาจจะมองเห็นด้วยตาเปล่าอย่างที่มีนักดูดาวตนหนึ่งบอกไว้

NGC281 ค้นพบโดย E.E. Barnard ในปี 1881 ด้วยกล้องดูดาวหักเหแสงขนาด 5 นิ้ว ส่วนกระจุกดาว IC1590 Guillaume Bigourdan เป็นผู้ค้นพบที่หอดูดาวปารีสในภายหลัง การศึกษาล่าสุดบอกว่ามีทั้งระบบมีอายุน้อยมากราว 3.5 ล้านปีเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ของเราที่อายุ 4,500 ล้านปี



คลิกภาพเพื่อขยาย


ข้อมูลทั่วไป
Name: Pacman Nebula
Catalog number: NGC891, IC1590
Type: Nebula & Open Cluster
Constellation: Cassiopeia
Visual Magnitude: +7.4
Apparent Size: 35’x30’
Distance: 4,100 ly

Coordinates
R.A. 00h 52m 39.54s
Dec. +56° 42’ 20.1”


อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari



Stephen O’Mera, Hidden Treasure

Wednesday, 22 January 2020

Trapezium : Theta1 Orionis

Huygeniun region และ Trapezium ภาพสเกตที่กำลังขยาย 400 เท่าโดยผู้เขียน
กลุ่มดาวนายพรานขึ้นมาสูงราว 60 องศาจากขอบฟ้า กลุ่มดาวหมาใหญ่ตามติด ทางเหนือเพอร์ซิอุสมองเห็นไม่เต็มกลุ่ม เมอร์เฟคและอัลกอร์ไม่สดใสอย่างเคย พรานเบ็ดต้องดูสถานที่ ประเมินอุปกรณ์และเหยื่อที่จะใช้ นักดูดาวก็คล้ายกัน ต้องเลือกขนาดกล้องดูดาว ประมินสภาพท้องฟ้าเพื่อเลือกออบเจคเป้าหมาย และคืนนี้ผมต้องอาศัยโชคมากสักหน่อย

บริเวณที่ยังดูดีที่สุดคือกลุ่มดาวนายพราน เป้าหมายคืนนี้จำต้องเป็นกระจุกดาวหรือระบบดาวหลายดวง เพราะสภาพท้องฟ้าบังคับ ที่ใจกลางของแมสซายเออร์ 42 เนบูล่าที่สว่างที่สุดบนฟ้า มีระบบดาวหลายดวงที่น่าสนใจและผมยังไม่เคยได้สำรวจแบบจริงจัง

เอ็ม 42 หรือโอไรออน เนบูล่าเป็นออบเจคที่ทุกคนที่มีกล้องดูดาวนึกถึงเมื่อได้กล้องดูดาวมาครั้งแรก มันไม่ต้องอาศัยแผนที่ช่วยเพราะ “ดาบของนายพราน” โดดเด่นจนอธิบายตำแหน่งได้ด้วยปากเปล่า ผมเองก็ดูหลายครั้งจากกล้องดูดาวหลายขนาด หลายสถานที่ แต่ละครั้งไม่เคยเหมือนกันเพราะอุปกรณ์และสภาพท้องฟ้าต่างกัน

ภาพสเกต M42 จากกล้องดูดาวขนาด 4" ที่กำลังขยาย 70x
บริเวณที่สว่างตรงกลางคือ Trapezium ล้อมรอบด้วย Huygeniun Region

เกือบทั้งบริเวณของกลุ่มดาวนายพรานเต็มไปด้วยกลุ่มกาซบางเบาจนเราไม่สามารถมองเห็น มีแต่เอ็ม 42 ที่สว่างจนมองเห็นได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆเป็นตัวช่วย ใจกลางเอ็ม 42 เป็นแหล่งอนุบาลดาวเคราะห์เกิดใหม่ที่สังเกตได้ง่าย มีรูปร่างเป็นเรขาคณิต บริเวณนี้ได้รับชื่อตามนักดาราศาสตร์ Christian Huyghens ที่ทำการศึกษาบริเวณนี้คนแรกในศตวรรษที่ 17 ว่า “พื้นที่ฮอยจีเนี่ยน” (Huygenian region)

ตรงกลางพื้นที่ฮอยจีเนี่ยนมีดาวสว่างชื่อเธต้า1 ออไรออนนิส (θ1 Orionis) มองเห็นได้ชัดเจนด้วยกล้องดูดาวขนาดทุกกำลังขยาย แต่หากใช้กล้องดูดาวขนาดตั้งแต่ 80มม หรือ 3 นิ้วขึ้นไป จะเห็นว่าเธต้า1 ออไรออนนิสเป็นระบบดาวหลายดวง และได้รับชื่อเรียกว่า “Trapezium” เพราะเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู

หน้าหอดูดาวเวลาราวสามทุ่ม ดวงจันทร์คล้อยไปทางตะวันตกแล้ว สายตาที่ปรับคุ้นกับความมืดเมื่อรวมกับแสงจันทร์ขึ้น 8 ค่ำ ทำให้รอบด้านสว่างเห็นภาพชัดเจนไปไกล อากาศกำลังสบาย มีเสียงแมลงดังอยู่ทั่วไป ผมขยับกล้องดูดาวไปที่ดาบนายพรานดวงกลางที่มองตาเปล่าเป็นรอยฟุ้งไม่ชัดเจน

แม้จะถูกรบกวนจากเมฆหมอกและแสงจันทร์ แต่เนบูล่านายพรานก็ยังสว่างพอควร ที่กำลังขยายต่ำปีกทั้งสองฝั่งแสดงให้เห็นในเลนส์ตา ผมเพิ่มกำลังขยายไปเรื่อยๆ จนสุดทางของเลนส์ตาที่มีคือ 5 มิลลิเมตร เมื่อรวมกับบาร์โลว์ที่เพิ่มกำลังขยายได้อีก 2 เท่า ทำให้คืนนี้เป็นครั้งแรกที่ผมดูเอ็ม 42 ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ที่กำลังขยาย 400 เท่า!

เมื่อกำลังขยายสูงขึ้นภาพที่เรามองเห็นจะแคบตามไปด้วย ใจกลางเอ็ม 42 หรือพื้นที่ฮอยจีเนี่ยนถูกขยายขึ้นมาเต็มพอดีที่เลนส์ตา มีเนบูล่าสว่างเรืองโดยรอบ ตรงกลางดาวเธต้า1 โอไรออนนิสทั้ง 4 ดวงเรียงเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู เปล่งแสงสีฟ้า-ขาวสดใสตามสีของดาวอายุน้อย ไล่ลำดับความสว่างตามลำดับเป็น C D A B

ดาวที่เป็นส่วนประกอบย่อยของ θ1 Ori ระยะห่างมีหน่วยเป็นอาร์คเซคั่น
E และ F ต้องใช้กล้องดูดาว 6 นิ้วขึ้นไป G และ H ต้องใช้ 12 นิ้วหรือใหญ่กว่า

เราควรจะมองเห็นอีก 2 ดวงคือ E และ F ด้วยกล้องดูดาวขนาด 6 นิ้วขึ้นไป คืนนั้นแม้ว่าผมจะใช้กล้องดูดาว 8 นิ้วที่ให้ภาพสว่างกว่า 6 นิ้ว ยังต้องใช้วิธีมองเหลือบสำหรับ E และเห็น F เพียงครั้งเดียวระหว่างขยับกล้องไปมา แสดงถึงคุณภาพท้องฟ้าได้เป็นอย่างดี

เนบูล่าที่สว่างเรืองในพื้นที่ฮอยจีเนี่ยนไม่ได้สว่างเรียบเนียนแบบในภาพสเก็ต บางครั้งลักษณะดูคล้ายเมฆอัลโตคิวมูลัสอยู่มาก คือมีก้อนสว่างเป็นจ้ำทั่วไป น่าเสียดายที่ฟ้าไม่นิ่งดูไม่ถนัดทำให้จับภาพมาวาดไม่ได้ มุมทางตะวันตกเป็นส่วนที่สว่างที่สุด ส่วนทางทิศตะวันออกจะเป็นเส้นตรงสว่างตรงนี้ Bob King คอลัมนิสต์ในวารสาร Sky & Telescope เรียกว่า “หน้าผา”

องค์ประกอบทั้งหมดนี้ส่งให้เวลาผมดูพื้นที่ฮอยจีเนี่ยน มีความรู้สึกคล้ายการดูภาพ 3 มิติมากที่สุดในเนบูล่าทั้งหมดบนท้องฟ้า มีตื้น มีลึก มีบริเวณที่สว่างเรืองเหมือนสะท้อนแสงจากดาวที่อยู่ใกล้ น่าชมมากครับ

คลิกภาพเพื่อขยาย


Catalog No.: θ1 Orionis
Name: Trapezium
Type: Multiple Star
Visual Magnitude: 6.7
Constellation: Orion
Distance: 1300 ly

Coordinates:
RA: 5h 36m 12s
DEC:-5° 22’ 46.8”

Wednesday, 15 January 2020

Messier 42 : The Great Nebula


ภาพสเก็ทช์กลุ่มดาวนายพรานโดยผู้เขียน

ในกลุ่มดาวนายพราน “บีเทลจูส” กำลังอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่บริเวณที่เรียกกันว่า “ดาบ” หรือ “Sword” ใต้เข็มนายพราน กลับเป็นแหล่งของดาวเคราะห์เกิดใหม่ที่สว่างไสวที่สุดจุดหนึ่งบนท้องฟ้า

“A Single Misty Star” อาจแปลว่า “ดาวหมอก” เป็นคำอธิบายดาวดวงกลางของ “ดาบ” ดาวดวงนี้ดูฟุ้งแปลกกว่าดวงอื่น เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่ากาลิเลโอผู้เปิดศักราชดาราศาสตร์ยุคกล้องดูดาวก็ไม่ได้กล่าวถึงเนบิวล่าตัวนี้เลย

“The Great Nebula” หรือ “เนบิวล่าสว่างใหญ่” เนบิวล่าที่น่าจะรู้จักดีที่สุดในโลก การค้นพบจะให้เกียรติกับ Nicolas Peiresc ในปี 1611 และปี 1656 Cristian Huyghens เป็นคนแรกที่ให้ความสนใจกับใจกลางเนบิวล่าที่มีดาวสว่างหลายดวงเป็นพิเศษ ในปี 1769 ชาร์ล แมสซายเออร์ใส่หมายเลข 42 ให้วัตถุชิ้นนี้ในรายการชุดแรกของเขา


Sword of Orion เมื่อดูจากกล้องดูดาวที่กำลังขยายต่ำ
"ดาวหมอก" หรือ M42 คือจุดที่เป็นฝ้าฟุ้งกลางภาพ ภาพสเก็ทช์โดยผู้เขียน

หากใช้กล้องสองตาหรือกล้องดูดาวขนาดเล็กที่กำลังขยายต่ำส่องดู จะพบว่าบริเวณ “ดาวหมอก” ของนายพรานเต็มไปด้วยดาวน้อยใหญ่หลายสิบดวง และมีแสงสีขาวที่ดูเหมือนกลุ่มหมอกในป่ายามต้องแสงแดดยามเช้า มันดูฟุ้ง สว่างและจับรูปร่างได้ยาก


การดูเอ็ม 42 จะขึ้นกับสภาพท้องฟ้าและขนาดของกล้องดูดาว ภาพที่เห็นผ่านจากกล้องดูดาวขนาด 8นิ้วขึ้นไป หากฟ้าดีพอเราจะเห็นโครงสร้างและรายละเอียดเหมือนในภาพถ่าย เพียงแต่เป็นสีเดียวคือเทาอ่อนอมเขียวเล็กน้อย ผมเองเคยเห็นแบบนี้สองครั้งผ่านกล้องดูดาวแบบผสม 8 นิ้วที่ภูสวนทรายและแก่งกระจานเมื่อหลายปีก่อน หากฟ้ามีหมอกควันหรือแสงไฟรบกวนรายละเอียดก็จะลดทอนหายไปตามลำดับ


ภาพสเก็ทช์เอ็ม 42 จากกล้องดูดาว 8 นิ้วที่กำลังขยายต่ำโดยผู้เขียน
ยังพอมองเห็นว่าเนบิวล่าสว่าง มีขนาดใหญ่สว่งไปทั่วบริเวณแม้ฟ้าจะมีหมอกควันค่อนข้างหนา
โดยทั่วไปรูปร่างของเอ็ม 42 ที่มองเห็นผ่านกล้องดูดาว จะดูคล้ายปลาเทวดากำลังอ้าปาก หรือคล้ายนกกำลังบิน ส่วนที่สว่างที่สุดเรียกว่า “Huygenian” ตามชื่อคนที่ศึกษาบริเวณนี้คนแรก ภายในจะเห็นดาวสว่างสี่ดวงเรียงเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ดาวทั้งสี่ดวงรู้จักกันในชื่อ “Trapizium” เป็นดาวเกิดใหม่ที่ส่องแสง ปล่อยพลังงานกระตุ้นให้กลุ่มกาซเอ็ม 42 สว่างเรืองขึ้นมา

เหนือฮอยจีเนี่ยนขึ้นไปมีเงามืดที่แลดูเหมือนปากของปลา มักเรียกกันว่า “fish-mount” เนบูล่าฝั่งตะวันตกจะสว่างเรืองกว้างใหญ่คล้ายใบเรือได้รับชื่อว่า “Sail” ส่วนอีกฝั่งจะมีขอบโค้งด้านบนสว่างเด่นคล้ายดาบเรียกกันว่า “Sword” แนวเส้นโค้งของดาบหากฟ้าดีพอจะเห็นว่าเป็นเส้นโค้งวิ่งลงมาที่ดาวสว่างมัคนิจูด 3 “อิโอต้า โอไรออนนิส” แล้วโค้งไปบรรจบกับปีกฝั่งใบเรือเป็นวงกลม

ชื่อเรียกส่วนต่างๆของเอ็ม 42
แผนที่จาก Cart du Ceil


นอกจากนั้นเหนือ “ปากปลา” ยังมีเนบิวล่าอีกตัวหนึ่ง แมสซายเออร์ 43 หรือ Mairan’s Nebula เป็นเนบิวล่ารูปเครื่องหมายลูกน้ำกลับข้างที่มีดาวสว่างมัคนิจูด 7 ภายใน

John Herschel เขียนคำบรรยายโอไรออนเนบิวล่าได้น่าสนใจไว้ว่า

“I know not how to describe it better than by comparing it to a curdling liquid, or to breaking up of mackerel sky when the clouds of which it consists begin to assume a cirrus appearance..”

“ผมไม่สามารถหาคำบรรยายมาสู้กับการเปรียบเอ็ม 42กับของเหลวที่ถูกทำให้ข้นหนืด หรือท้องฟ้าที่เมฆปลาแมคเคอเรลกำลังแตกตัว โดยมีเมฆซีร์รัสมาร่วมในองค์ประกอบ...”


เมฆปลาแมคเคอเรลเป็นลักษณะเมฆที่เป็นลอนคลื่นคล้ายน้ำแข็งที่เกาะในช่องแช่แข็ง เมฆแบบนี้มีชื่อเป็นทางการว่า Cirrocumulus Undulatus ส่วนซีรัสเป็นเมฆระดับสูงลักษณะคล้ายขนนกบางเบา เบิร์นแฮมอ้างไว้ในหนังสือของเขาว่าเมฆแมคเคอเรลที่ว่าอยู่ทางเหนือของใจกลางที่สว่างของเอ็ม 42 ใครมีกล้องดูดาวตัวใหญ่ๆฟ้าดีๆน่าลุ้นว่าจะมองเห็นภาพที่ John Herschel บรรยายไว้หรือเปล่า


Mackerel sky จะคล้ายลายข้างลำตัวของปลา Mackerel, Cr: Wikipedia
ตัวอย่างเมฆซีร์รัสหลายแบบรวมกัน, Cr: Wikipedia

Name: The Great Orion Nebula
Catalog number: M42, M43
Type: Nebula
Constellation: Orion
Visual Magnitude: +4
Apparent Size: 85’ x 60’
Distance: 1400 ly

Coordinates :
R.A. 05h 36m 22.37s
Dec. +-5° 526’ 19.0”



อ้างอิง
บัญชา ธนบุญสมบัติ -ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ คอลัมน์ Cloud Lover มติชนออนไลน์
https://www.matichon.co.th/columnists/news_782873

Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook

SkySafari

Thursday, 2 January 2020

NGC2244, NGC2237 : Rosette Nebula


ภาพสเก็ทช์เนบูล่าโรเซ็ทท์โดยผู้เขียน

กลุ่มดาวม้ายูนิคอร์นหรือโมโนเซรอสเป็นกลุ่มดาวจางมองเห็นค่อนข้างยาก แต่ก็เป็นแหล่งเพาะฟักตัวอ่อนดาวฤกษ์ขนาดใหญ่จุดหนึ่งบนฟ้า เรียกว่า Monoceros Nebula Complex ทั้งยังมีเนบูล่า กระจุกดาว จำนวนมาก เช่นเนบูล่าโคนและกระจุกดาวต้นคริสตมาส

เนบูล่ากุหลาบหรือ Rosette Nebula ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตัวเนบูล่ามีขนาดใหญ่และซับซ้อน ประกอบด้วย กระจุกดาว NGC2244 อยู่ตรงกลาง ล้อมด้วย NGC ถึง 4 ตัวคือ 2237 2238 2239 และ 2246 โดยทั่วไปเราจะใช้ชื่อ NGC2244 สำหรับกระจุกดาวที่ใจกลางและ NGC2237 หมายถึง Rosette Nebula ทั้งตัวซึ่งกินบริเวณราวหนึ่งองศา

กระจุกดาว NGC2244 ที่ใจกลางกลางมองเห็นได้ง่ายจากกล้องสองตาและกล้องเล็ง เป็นดาวสว่างเรียงตัวยาวและแคบสว่างเด่นชัด เนบูล่าที่เป็นรูปดอกกุหลาบจางมากวอลเตอร์ สก็อตบอกว่าสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าและกล้องสองตาที่ดีได้ใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

สำหรับการสังเกตด้วยกล้องดูดาว เนื่องจากมีเนบูล่าขนาดใหญ่ทำให้ต้องใช้กล้องดูดาวที่ทางยาวโฟกัสไม่มากเกินไป เริ่มจากกำลังขยายต่ำ ใช้เลนส์ตามุมกว้างและฟ้าต้องดีพอ เพื่อให้ได้มุมมองที่กว้างที่สุด หลังจากนั้นค่อยเพิ่มกำลังขยายเพื่อสำรวจแบบละเอียด

ที่จริง NGC2244 อยู่ใกล้ดาวแอพซิลอนโมโนเซรอส (ε Mon) แต่ดาวดวงนี้ค่อนข้างจาง ทำให้เราไปเริ่มต้นที่ดาวแกมม่าเจมิโนรุม (γ Gem) หรืออัลฮิน่าจะสะดวกกว่า เส้นทางฮอบคือแกมม่าเจมิโนรุมไปกระจุกดาวต้นคริสต์มาส (NGC2264) ทางทิศใต้ จากนั้นก็เลยไปอีก 5 องศาจะมองเห็น NCG2244 ได้ในกล้องเล็ง

ผมดูโรเซ็ทท์เนบูล่าผ่านกล้องดูดาว 8 นิ้วที่กำลังขยายต่ำสุด 33x ได้ฟิลด์ประมาณ 1.5 องศา คืนนั้นหมอกควันค่อนข้างหนาตา มองเห็นดาวบนฟ้าราว 40 ดวง แต่บริเวณหมาใหญ่และนายพรานยังค่อนข้างดี มองเห็นดาวราวแมกนิจูดที่สี่ กระจุกดาว NGC2244 สว่างเด่น หากดูให้ดีจะพบว่าสีท้องฟ้าด้านหลังกระจุกดาวมีสีเข้มอ่อนที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็จางมากจนยากที่จะจับรูปร่าง

เมื่อใช้ฟิลเตอร์ UHC เพิ่มคอนทราส มองเห็นเนบูล่าชัดเจนขึ้น รอบกระจุกดาวตรงกลางเป็นเหมือนหลุมมืด เพราะมีเนบูล่าที่มีหลายส่วนล้อมรอบออกไปถึงด้านนอก โดยฝั่งทางทิศเหนือสว่างและมีขนาดใหญ่ที่สุด มีข้อสังเกตว่ามีแสงสว่างเรืองกว้างขวางอยู่ทั่วบริเวณจนล้นออกไปจากฟิลด์ภาพ ทำให้ผมคิดว่าต้องไปดูอีกครั้งด้วยกล้องดูดาวที่ความยาวโฟกัสสั้นลง ฟิลด์จะกว้างขึ้น น่าจะได้ภาพที่ดีกว่านี้


คลิกภาพเพื่อขยาย

Name: Rosette Nebula
Catalog number: NGC2244, NGC2237-2239
Type: Open cluster with Nebula
Constellation: Monoceros
Visual Magnitude: +4.8
Apparent Size: 60’x80’
Distance: 5,500 ly
R.A. 06h 31m 21.53s
Dec. +05° 02’ 06.5”



อ้างอิง
SkySafari
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
Walter Scott Houston, Deep-Sky Wonders, Sky Publishing

Messier45 : Pleaides


เอ็ม45 สเก็ทช์โดยผู้เขียน จากภาพที่เห็นในกล้องดูดาว

อากาศยามโพล้เพล้กำลังสบาย ดวงดาวเริ่มส่องประกายพราวฟ้า คุณตาชี้ให้หลานชายดูดาวกระจุกหนึ่งบนฟ้าระหว่างเดินเล่น “เห็นดาวลูกข่อยมั๊ย” หลายชายแหงนมองฟ้าคอตั้งบ่าแต่ก็ยังมองไม่เห็น “ไหนครับ?” คุณตาฉวยโอกาสกำหมัดต่อยคางหลานเบาๆ “ดาวลูกข่อยก็ต่อยลูกคางไง”

“ดาวลูกไก่” หรือ “กระจุกดาวลูกไก่” ที่มาของดาวลูกข่อยของคุณตา สว่างโดดเด่นมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นที่รู้จักอย่างน้อยก็ 750 ปีก่อนคริสตศักราชจากมหากาพย์โอดิสซี่ มีการอ้างถึงในคัมภีร์ ตำนาน บทกวีและนิทานปรำปราในหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งยุโรป ฮิบรู ตะวันออกกลาง อินเดีย จีน ญี่ปุ่น อัฟริกา บอเนียว อบอริจิน อินเดียนแดง แอซแทก มายัน โพลินีเชี่ยน ฯลฯ

นอกจากนั้นยังพบว่าเป็นสัญลักษณ์ฤดูเกษตรกรรม ฤดูดอกไม้บาน เป็นส่วนของเทศกาลเฉลิมฉลองในบางที่ เชื่อมโยงกับโลกแห่งความตายในบางแห่ง เกี่ยวข้องกับทิศของปิระมิดของชาวแอซแทก วิหารในกรีกและอื่นๆอีกมาก เรียกว่ามนุษยชาติรู้จักและให้ความสำคัญกับกระจุกดาวลูกไก่มาตั้งแต่โบราณ

ชื่อเรียกมีหลากหลายตามวัฒนธรรมเช่นดาวลูกไก่ในไทย กฤติกาในอินเดีย ซูบารุในญี่ปุ่น เหม่าในจีน นอกจากนี้ยังมี มาตาริอิ พี่น้องทั้งเจ็ด ฯลฯ สำหรับดาราศาสตร์สากลใช้ชื่อตามปกรณัมกรีกว่า “พลีอาเดส”

พลีอาเดสหมายถึงพี่น้องทั้งเจ็ดผู้เป็นลูกสาวของแอทลาธและพลีโอเน่ พี่น้องพลีอาเดสมีชื่อปรากฎในบทกวีของอราตัสตั้งแต่ 300 ปี ก่อนคริสตศักราชดังนี้ อัลไซโอเน่ มีโรเป้ เซเลโน่ ไทย์เจต้า สเตอร์โรเป้หรือแอสเตอร์โรเป้ อิเลคตร้าและเมียยา ทั้งเจ็ดเป็นชื่อดาวหลักเจ็ดดวงในกระจุกดาวพลีอาเดส นอกจากนั้นยังมีดาวอีกสองดวงชื่อแอทลาธผู้เป็นบิดาและพลีโอเน่ผู้เป็นมารดาด้วย


ภาพถ่ายเอ็ม 45 โดยตระกูลจิตร จิตไสยพันธุ์


กรีกมีตำนานเรื่อง “The lost Pleiades” พี่น้องทั้งเจ็ดได้หายไปหนึ่งคน ซึ่งอาจเป็นอิเลคตร้า เมโรเป้หรือเซเลโนยังไม่ชัดเจน แต่ที่น่าสนใจคือมีเรื่องที่คล้ายกันนี้ในญี่ปุ่น ในชนเผ่าอะบอริจิ้น ในอัฟริกา และในบอเนียว แปลว่าเรื่องที่มีดาวดวงหนึ่งหรี่แสงหรือหายไปอาจเป็นข้อเท็จจริง

ซึ่งหากดูตามดาราศาสตร์สมัยใหม่แล้ว ดาวพลีโอเน่เป็นดวงที่มีโอกาสเป็น “ดาวที่หายไป” มากที่สุดเพราะเป็นดาวแปรแสงชนิดพิเศษ มีความเปลี่ยนแปลงของความสว่างเกือบหนึ่งแมกนิจูด มีรอบราว 35ปี

จอห์น มิเชลล์เป็นคนแรกที่พิสูจน์ว่าพรีอาเดสเป็นกระจุกดาวในปี 1767 ชาร์ล แมสซายเออร์ได้เพิ่มพรีอาเดสเข้าไปในแคตาลอคชุดแรกและให้หมายเลข 45 ในปี 1769 ไม่มีใครทราบถึงเหตุผลที่แมสซายเออร์เพิ่ม M45 เข้าไปทั้งที่เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในยุคนั้น

ในปี 1859 Prof. Wilhelm Tempel พบเนบูล่ารอบดาวมีโรเป้ด้วยกล้องหักเหแสง 4 นิ้วที่เวนิส เนบูล่าตัวอื่นพบทีละตัวต่อเนื่องกันโดยการภาพถ่ายตั้งแต่ปี 1885 เป็นต้นมา แต่ในความเป็นจริงเนบูล่าสะท้อนสีฟ้ารอบเอ็ม 45 นี้ “ไม่ใช่” เนบูล่าที่ส่วนหนึ่งกับกระจุกดาวมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นกลุ่มกาซที่เอ็ม 45เคลื่อนผ่าน

ตัวกระจุกดาวมีอายุราว 100ล้านปี ข้อมูลปัจจุบันระบุว่ามีขนาดปรากฎถึง 4 องศา ประกอบด้วยดาวอย่างน้อย 500 ดวง และห่างออกไป 380 ปีแสงเป็นหนึ่งในกระจุกดาวที่ใกล้เราที่สุด


แผนที่กระจุกดาวลูกไก่แสดงชื่อดาวแต่ละดวง [คลิกภาพเพื่อขยาย]

ตำแหน่งไม่ยากเพราะโดดเด่นและสว่าง ให้ลากเส้นต่อเนื่องจากเข็มขัดนายพรานไปทางตะวันตกจะพบกระจุกดาวขนาดใหญ่รูปตัววีชื่อว่าไฮยาเดส มีดาวสว่างสีแดง-ส้มชื่ออัลเดอร์เบอรันหรือโรหิณีอยู่ภายใน ให้มองเลยไปก็จะพบกระจุกดาวลูกไก่หรือเอ็ม 45 หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นดาว 6-7 ดวงเรียงเป็นรูปกระบวยขนาดจิ๋ว หากฟ้าเป็นใจ คนตาดีอาจมองเห็น 9-11 ดวง มีรายงานว่าบางคนมองเห็นได้ถึง 16 ดวง!

เอ็ม 45 จะดูสวยมากด้วยกล้องสองตาหรือกล้องดูดาวที่กำลังขยายต่ำและให้ภาพมุมกว้าง เราจะเห็นดาวหลักทั้ง 9 ในกระจุก มีขนาดรวมๆกันถึง 1 องศา ช่องว่างระหว่างมีโรเป้ อิเลคตร้า เมียอาและอัลไซโอเน่สามารถใส่พระจันทร์ลงไปได้ทั้งดวง

คืนวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา กระจุกดาวลูกไก่อยู่กลางฟ้าฟิตพอดีกับฟิล์ดกล้องดูดาว Borg 101ED ที่กำลังขยาย 21 เท่า เป็นเรื่องแปลกที่ผมมองเห็นเนบูล่าฟุ้งกระจายทั่วไปจางๆ โดยเฉพาะรอบดาวสว่างแม้จะมีฝุ่นควันหนาตาที่ขอบฟ้า

จุดที่น่าสนใจมี เนบูล่ารอบมีโร้เป้จะสว่างที่สุด แต่ที่กินบริเวณกว้างที่สุดกลับเป็นเนบูล่ารอบดาวอัลไซโอเน่ตรงกลาง ดาวเล็กๆที่เรียงเป็นรูปสามเหลี่ยมข้างอัลไซโอเน่ แอทลาธและพลีโอเน่เป็นดาวคู่ของกันและกัน

ฟิลเตอร์อย่าง UHC และการมองเหลือบจะช่วยเพิ่มคอนทราสและทำให้เห็นเนบูล่าได้มากขึ้นครับ


 [คลิกภาพเพื่อขยาย]

Name: Pleiades
Catalog number: M45
Type: Open cluster
Constellation: Taurus
Visual Magnitude: +1.5
Apparent Size: 120’
Distance: 430 ly
R.A. 03h 48m 12.01s
Dec. +24° 10’ 40.0”

อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari
Stephen O’Mera, Messier Objects
http://www.messier.seds.org/m/m045.html
http://stars.astro.illinois.edu/sow/pleione.html
https://th.wikipedia.org/wiki/กระจุกดาวลูกไก่
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2490-astronomy-thailand-china-korea-08

Thursday, 19 December 2019

NGC2264 : Christmas Tree Cluster




บนทางช้างเผือกจางๆระหว่างเท้าของพอลลักซ์หรือดาวซาย เจอมิโนรุมกับเขายูนิคอร์นหรือดาว 13 โมโนเซโรติส มีกระจุกดาวที่สว่างจนมองเห็นด้วยตาเปล่า ด้วยกล้องสองตาจะพบว่ามีรูปร่างเหมือนต้นคริสต์มาสหรือหัวลูกศร นี่คือกระจุกดาว NGC2264 หรือ Christmas tree cluster ค้นพบโดยวิลเลี่ยม เฮอร์เชลล์เมื่อปี 1784

ในยุคปัจจุบันพบว่า NGC2264 มีทั้งกระจุกดาวขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่ากระจุกดาวต้นคริสต์มาส มีเนบูล่าขนจิ้งจอกหรือ Fox Fur และเนบูล่ารูปกรวยที่มีชื่อเสียง Cone Nebula เนบูล่ามืดรูปกรวยอยู่บนยอดของต้นคริสต์มาสพอดี วิลเลี่ยม เฮอร์เชลล์บันทึกไว้ในปี 1785 เมื่อกลับมาสังเกต NGC2264 อีกครั้ง พบว่ามีเนบูล่าจางมากสีน้ำนม

ผมเคยดูผ่านกล้องดูดาวหักเหแสง 5" TOA130 ตัวเนบูล่าต้องใช้ฟิลเตอร์ UHC เป็นตัวช่วยและมองเห็นแค่แสงฟุ้งรอบดาวแบบในภาพสเก็ตช์ แต่ก็เป็นไปได้ว่าหากกล้องดูดาวตัวใหญ่พอและท้องฟ้่าเป็นใจ เราอาจมองเห็นทั้ง Fox Fur และ Cone ได้ด้วยกล้องดูดาวขนาด 13 นิ้วและฟิลเตอร์ UHC เหมือนรายงานบนเวบไซด์ Cloudynight (คลิก)

ในการศึกษาในช่วงคลื่นอินฟราเรดพบว่า NGC2264 เป็นแหล่งอนุบาลดาวฤกษ์จำนวนมาก ภาพจากกล้องสปริตเซอร์พบกระจุกดาวเกิดใหม่รูปวงล้อซ่อนอยู่หลังฝุ่นและเนบูล่าใกล้บริเวณยอดโคน กระจุกดาวตัวนี้มีชื่อเรียกว่า Snowflake Cluster

Christmas tree ห่างจากโลกออกไปราว 2500 ปีแสง มีอายุแค่ 3-30 ล้านปี น้อยกว่าโลกที่ 4,500ล้านปีมาก 


ภาพถ่าย NGC2264 เทียบกับภาพสเก็ทช์ที่เราจะมองเห็นจากกล้องดูดาว
ในภาพถ่ายจะเห็นเนบูล่าฟุ้งกระจายทั่ว โคนเนบูล่าจะอยู่ด้านบน ส่วน Fox fur จะอยู่ทางซ้ายมือ
ของดาวสว่างชื่อ 15 Monocerotis ด้านล่างของภาพ ตัวกระจุกดาวมองเห็นเป็นต้นคริสต์มาสจาก
กล้องสองตาหรือกล้องดูดาวง่ายกว่า, ภาพถ่ายโดยกีรติ คำคงอยู่ ภาพสเก็ทช์โดยผู้เขียน

NGC2264 ในช่วงคลื่นอินฟราเรดโดยกล้อง Spitzer, Cr: NASA/JPL-Caltech via Wikipedia
ดาวสว่างในภาพคือดาว 15 Monocerotis กระจุกดาว Snowflake อยู่รอบดาวสว่างใกล้กลางภาพ
เทียบกับภาพช่วงแสงปกติคือบริเวณเนบูล่าสีฟ้า จะเห็นว่ากระจุกดาวโดนเนบูล่าบังไว้เกือบทั้งหมด

คลิกภาพเพื่อขยาย



Name: Christmas TreeClusterCatalog number: NGC2264
Type: Star cluster with Nebula
Constellation: Monoceros
Visual Magnitude: +3.9
Apparent Size: 60’x30’
Distance: 2500 ly
R.A. 06h 42m 11.14s
Dec. +09° 51’ 47.2”

อ้างอิง

Thursday, 12 December 2019

Messier 78 : Ghost Nebula




เนบูล่าเป็นกลุ่มกาซและฝุ่นในอวกาศ เราจะมองเห็นต่อเมื่อมีแหล่งกำเนิดแสงอย่างดาวฤกษ์อยู่ใกล้เคียง หากพลังงานมีความเข้มข้นมากพอจะสามารถกระตุ้นให้อะตอมของกาซแตกตัวและเรืองแสงขึ้นได้ เราเรียกเนบูล่าแบบนี้ว่า "เนบูล่าเรืองแสง" เนบูล่ากลุ่มนี้มักจะมีสีออกไปทางแดงเพราะกลุ่มกาซมักมีไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก

หากพลังงานไม่พอที่จะกระตุ้นให้กาซเรืองแสง แสงก็จะกระเจิงหรือสะท้อนออกมา เนบูล่ากลุ่มนี้จะจางกว่าแบบแรกและมักจะมีสีโทนฟ้า เรียกว่า "เนบูล่าสะท้อนแสง" กระบวนการกระเจิงของแสงนี้จะคล้ายกับที่เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า

แต่ถ้าไม่มีแหล่งกำเนิดแสงอยู่ใกล้เคียง ก็เป็นกลุ่มกาซกับฝุ่นที่มืดและทึบแสง กระจายตัวในอวกาศเรียกกันว่า "เนบูล่ามืด" ซึ่งบดบังแสงจากดาวฤกษ์หรือเนบูล่าที่อยู่ด้านหลัง เนบูล่ามืดมีกระจายอยู่ทั่วไปเต็มทางช้างเผือกของเรา

แมสซายเออร์ 78 เป็นเนบูล่าชนิดสะท้อนแสงที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า ค้นพบโดยปิแอร์เมอร์แชนท์ในปี 1780 ข้อมูลในปัจจุบันระบุว่าเอ็ม 78 เป็นส่วนหนึ่งของ Orion Nebula Complex ที่อยู่ห่างออกไปจากเราประมาณ 1600ปีแสงหรือ 1.51368454 × 10^16 กิโลเมตร ตำแหน่งอยู่ไม่ไกลนักจากเข็มขัดของนายพรานหรือดาวไถที่เรารู้จัก

ที่จริงเอ็ม78 ห่างจากดาวซีต้าโอไรออนนิส (ζ Ori)หรืออัลนิทัคแค่สององศาครึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เนื่องจากขนาดเล็ก มองไม่เห็นในกล้องเล็งและไม่มีดาวสว่างใกล้เคียงให้อ้างอิงทำให้เพิ่มระดับความยากในการฮอบขึ้นมา

วิธีการฮอบนั้นให้ใช้เลนส์ตาที่ให้มุมกว้างที่สุดที่มี เริ่มจากอัลนิทัคจากนั้นไปที่ดาวสว่างแมกนิจูด 5 ที่ห่างออกไปเกือบ 1 องศาทางทิศเหนือ ฮอบครั้งที่สองไปที่ดาวสว่างแมกนิจูด 6 ที่ห่างไปในทิศเดียวกันอีกหนึ่งองศาครึ่ง สุดท้ายเอ็ม78 จะอยู่ห่างออกไปหนึ่งองศาครึ่งทางทิศตะวันออกของดาวดวงนี้

เมื่อดูด้วยกล้องดูดาวจะเห็นเป็นฝ้าจางครึ่งวงกลม มีดาวสองอยู่ภายใน ทำให้เป็นที่มาของชื่อ Ghost Nebula เพราะดูเหมือนผีในการ์ตูน บันทึกของ William Herschel ได้บรรยายไว้ว่ามีดาวอีกดวงที่จางกว่ามาก ซึ่งผมก็ไม่เห็น และ Stephen O’meara ที่ใช้กล้องดูดาวขนาดสี่นิ้วเช่นกันกล่าวไว้ว่ามีโครงสร้างที่คล้ายกับดาวหางอยู่ข้างในเนบูล่าซึ่งผมก็ไม่เห็นเช่นกัน ดังนั้นจะต้องกลับมาเยือนอีกครั้งเมื่อโอกาส

ตาผีคู่นี้ยังชี้ไปที่เนบูล่าอีกตัวหนึ่งใกล้ๆคือ NGC2071 สามารถเห็นได้ด้วยการมองเหลือบ จะเห็นเป็นรอยแต้มจางๆอยู่รอบดาวแมกนิจูด 9 ชื่อ V1380 Ori ดาวดวงนี้เป็นดาวแปรแสงชนิดคู่คราสที่ยังไม่ทราบคาบการโคจร

มีรายงานว่าสามารถมองเห็น M78 ได้ด้วยกล้องสองตาถ้าฟ้าดี ผมเชื่อว่าจะเห็นได้ฟ้าต้องดีจริงและกล้องสองตาก็ต้องมีเลนส์ที่ดีเช่นกัน


คลิกภาพเพื่อขยาย

Name: Ghost Nebula
Catalog number: Messier 78, NGC2068
Type: Nebula
Constellation: Orion
Visual Magnitude: +8.3
Apparent Size: 8’x6’
Distance: 1600 ly
R.A. 05h 47m 42.20s
Dec. +00° 03’ 20.0”




อ้างอิง
SkySafari
http://www.messier.seds.org/
Stephen O’Mera, Messier Objects

Sunday, 3 November 2019

NGC6888 : Crescent Nebula


NGC6888 สเก็ทช์โดยผู้เขียน
WR136 คือดาวสว่างดวงทางซ้ายมือของสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

NGC 6888 ในกลุ่มดาวหงส์ เป็น Emissions Nebula ที่อยู่ห่างออกไป 5,000 ปีแสง เกิดจากฟองกาซร้อนที่ถูกพัดออกมาจากดาวประเภทวูล์ฟ-ราเยท์ ชื่อWR136 ที่ปล่อยพลังงานออกมาเท่าๆกับดวงอาทิตย์หนึ่งดวงทุก 10,000 ปี และดาวWR136 ก็อยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต คาดว่าจะระเบิดเป็นซุปเปอร์โนว่าอีกราวหนึ่งล้านปีข้างหน้า

ตำแหน่งห่างจากดาวใจกลางหงส์หรือแกมม่าซิกนี่ (γ Cygni) ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 3 องศา วัดความสว่างรวมได้ 7.4 แมกนิจูด เนื่องจากมีขนาดใหญ่พอควรทำให้ความสว่างพื้นผิวต่ำมาก เนบูล่ามองเห็นเป็นรูปโค้งเกือบครึ่งวงกลมทำให้ได้ชื่อว่า Crescent ค้นพบโดยวิลเลี่ยม เฮอร์เชลล์ ในวันที่ 15 ธันวาคม ปี 1792

การสังเกตครีสเซนท์เราต้องการกล้องดูดาวขนาด 8 นิ้วขึ้นไป ท้องฟ้าต้องใส มืดพอและต้องมีฟิลเตอร์ OIII หรือ UHC ในคืนที่ผมดูแม้ฟ้ารอบด้านไม่ดีนัก โชคดีที่แถวหงส์ฟ้าใสพอดี ตำแหน่งแน่นอนหายากหน่อยเพราะเรามองไม่เห็นเนบูล่า ให้สังเกตดาวสว่างสี่ดวงเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

ตัวเนบูล่าดูยากมาก ฟิลเตอร์UHC ช่วยเพิ่มคอนทราสได้ดี OIII ให้ภาพมืดกว่า และถึงจะมีฟิลเตอร์ช่วยผมยังต้องใช้ผ้าคลุมหัวบังแสงจากทุกด้าน หลับตาสักพักแล้วใช้วิธีมองเหลือบจึงเห็นแสงเรืองสว่างรูปเสี้ยวจันทร์ บริเวณที่สว่างที่สุดจะอยู่ตรงดาวทิศเหนือของสี่เหลี่มข้าวหลามตัด

เป็นออบเจคที่ผมต้องดูภาพสเก็ทช์ของนักดูดาวท่านอื่นเทียบเคียงว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นถูกต้องหรือเปล่า ถือว่าดูยากที่สุดตัวหนึ่งและเป็น Challenging ของ Visual Observer ครับ


คลิกภาพเพื่อขยาย


Name: Crescent Nebula
Catalog number: NGC6888
Type: Nebula
Constellation: Cygnus
Visual Magnitude: +7.4
Apparent Size: 20’x10’
Distance: 5000 ly
R.A. 20h 13m 12.64s
Dec. +38° 28’ 35.2”

อ้างอิง
SkySafari
https://freestarcharts.com/ngc-6888

EHT สำรวจสนามแม่เหล็กหลุมดำทางช้างเผือก

       ภาพใหม่จากกลุ่มความร่วมมือกล้องโทรทรรศน์ขอบฟ้าสังเกตการณ์ ได้เผยให้เห็นสนามแม่เหล็กที่รุนแรงและเป็นระเบียบรอบๆ ขอบของหลุมดำมวลมหาศาล ...