Showing posts with label Constellation. Show all posts
Showing posts with label Constellation. Show all posts

Tuesday, 26 May 2020

Hydra : The Water Snake


ท้องฟ้าทิศใต้เวลาหัวค่ำ ในเดือนพฤษภาคม

เดือนพฤษภาคมตอนหัวค่ำ หากฟ้าเปิด ไร้หมอกควันและแสงรบกวนจากเมือง ทางขอบฟ้าใต้จะเห็นกลุ่มดาวเรืออาร์โก้ที่ปัจจุบันแบ่งย่อยออกเป็น 3 กลุ่มคือพัพพิส วีล่าและคารีน่า นอกจากนั้นยังมีเซ็นทอรัส และกางเขนใต้ วางอยู่บนทางช้างเผือกที่สว่างเรืองใกล้ขอบฟ้า

ด้านบนดาวพร่างพรายที่ขอบฟ้าดูคล้ายทะเลสีเข้มอ้างว้าง เยื้องไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มีดาวสว่างแมกนิจูดที่สองสีแดงใสส่องประกายอยู่ดวงเดียวสมกับชื่อ "อัลพาร์ด" ที่หมายถึงผู้โดดเดี่ยวในภาษาอาหรับ

อัลพาร์ดเป็นดาวสว่างที่สุดในกลุ่มดาวงูไฮดร้า หนึ่งใน 48 กลุ่มดาวจากหนังสืออัลมาเจสของพโทเลมีในศตวรรษที่สอง เป็นกลุ่มดาวที่มีลักษณะยาวคล้ายเชือก มีพื้นที่มากที่สุดในบรรดากลุ่มดาวทั้งหมดบนท้องฟ้า หัวของงูอยู่ทางขวามือของอัลพาร์ดที่อยู่บริเวณคอหรือหัวใจของงูตัวนี้พอดี

กลุ่มดาวกลุ่มนี้ยาวขนานไปกับกลุ่มดาวจักรราศีและเส้นสุริยวิถี เริ่มจากหัวงูไฮดราทางทิศใต้ของกลุ่มดาวกรกฏ เรื่อยไปยังราศีสิงห์ ราศีกันย์ ปลายหางก็ไปชนกับราศีตุลย์พอดี ความยาวของกลุ่มดาวไฮดรานั้น แม้ว่าหัวงูจะอยู่กลางฟ้า หางงูยังไม่พ้นจากขอบฟ้าทางตะวันออก


ภาพพิมพ์ไม้โดย Cornelis Cort (1533-1578)
เฮอร์คิวลิสกำลังจัดการไฮดร้าโดยมีอิโอราอัสเป็นผู้ช่วย
กำลังใช้คบไฟเผาหัวงูไฮดร้าที่โดนตัดขาดไม่ให้งอกออกมาใหม่
ในรูปจะเห็นเฮอร์คิวลิสเหยียบปูไว้
ภาพจากวิกิคอมมอน


เครื่องปั้นดินเผากรีกโบราณเป็นรูปเฮอร์คิวลิส อิโอราอัสและงูเก้าหัวไฮดร้า
ศิลปะแบบ Caeretan Hydria อายุประมาณ 520-510ปีก่อนคริสตศักราช
ดูภาพและรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Getty Museum

ไฮดร้าเป็นงูเก้าหัวฆ่าไม่ตาย อาศัยในหนองน้ำใกล้เมืองเลนน่าในภารกิจที่สองของเฮอร์คิวลิส การกำจัดไฮดร้าต้องตัดหัวที่เป็นอมตะของงูตัวนี้จึงจะสำเร็จแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นหัวไหน หากตัดผิด หัวที่โดนตัดก็จะงอกออกมาใหม่ทุกครั้ง

ภารกิจนี้เฮอร์คิวลิสต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนขับรถม้าของเขาที่ชื่อ "อิโอราอัส" คอยนำคบไฟไปเผาหัวงูที่เฮอร์คิวลิสตัดทิ้งทีละหัวเพื่อไม่ให้งอกขึ้นมาใหม่ และในขณะที่สาละวนกับการต่อสู้ เทพีเฮร่าที่ไม่ชอบเฮอร์คิวลิสแต่เดิม ส่งปูตัวใหญ่มาคอยรบกวนไม่ให้ไม่ให้จัดการไฮดร้าได้ง่าย

แต่สุดท้ายปูตัวนี้ก็โดนเฮอร์คิวลิสกระทืบจนตาย เทพีเฮร่าจึงส่งปูขึ้นไปเป็นกลุ่มดาวแคนเซอร์ประดับไว้บนฟ้า นอกจากนั้นยังเชื่อกันว่าไฮดร้าเป็นพี่น้องกับมังกรลาดอน ผู้ที่เฝ้าต้นแอปเปิ้ลทองคำในภารกิจที่สิบเอ็ดของเฮอร์คิวลิส ลาดอนก็คือกลุ่มดาวดราโกที่ล้อมกลุ่มดาวหมีเล็กใกล้ดาวเหนือ

ไฮดร้าบนฟ้าแสดงไว้แค่หัวเดียวอาจเป็นหัวอมตะกระมัง ยังมีนิทานอีกสายที่น่าสนใจ เป็นเรื่องของกลุ่มดาวไฮดร้าและกลุ่มดาวข้างเคียงคือคอร์วัสหรืออีกากับเครเตอร์หรือถ้วยน้ำ เรื่องมีว่า

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว อพอลโล่จะจัดงานเลี้ยงถวายจูปีเตอร์ จึงสั่งอีกาไปตักน้ำใส่ถ้วยมาเตรียมไว้รับรองแขก ระหว่างทางอีกาพบต้นมะเดื่อฝรั่งหรือต้นฟิกติดลูกเต็มต้น รู้สึกอยากกินจึงรอจนกระทั่งลูกฟิกสุก เมื่อกินจนอิ่มสบายใจก็ระลึกถึงงานที่อพอลโล่สั่ง ด้วยความกลัวที่กลับไปช้า ได้คิดอุบายและจับงูไปด้วย


กลุ่มดาวไฮดร้าและผองเพื่อน Urania's Mirror (1825) ภาพจาก Wikipedia
บางกลุ่มดาวในภาพนี้ยกเลิกไปแล้ว

อีกากลับไปทูลต่ออพอลโล่ว่า “ข้าถูกงูตัวนี้คอยทำร้ายและรบกวน ไม่ยอมให้ตักน้ำมาถวายทำให้มาช้า” อพอลโล่ซึ่งทราบความจริงอยู่แล้ว ไม่ยอมรับคำโกหก และลงโทษสาบให้อีกาไม่ได้ดื่มน้ำอีกเลยจนกว่าลูกฟิกจะสุก

หลังจากนั้นอพอลโล่ส่งงูไปเป็นกลุ่มดาวไฮดรา อีกาไปเป็นกลุ่มดาวคอร์วัส ถ้วยน้ำไปเป็นกลุ่มดาวเครเตอร์ ให้ทั้งหมดอยู่เคียงข้างกันไว้เตือนความจำ และอีกาจะไม่ได้ดื่มน้ำอีกตลอดกาลเพราะมีงูไฮดร้าคอยเฝ้าถ้วยน้ำเอาไว้

กลับมาที่ในกลุ่มดาวไฮดร้าบนท้องฟ้า บริเวณนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่หลายจุด ตัวแรก “v Hydrae” “วี ไฮเดร” ดาวคาร์บอนสีแดงที่ความสว่างเปลี่ยนแปลงได้ มีความสว่างระหว่าง 7-11 แมกนิจูด ดาวสีแดงเข้มแบบนี้ไม่กี่ดวงบนฟ้า ตำแหน่งอยู่ตรงกลางลำตัวของงู ช่วงใต้กลุ่มดาวเครเตอร์

แมสซายเออร์ 83 กาแลกซี่กังหันขนาดใหญ่ หนึ่งในกาแลกซี่ที่สว่างที่สุดในซีกฟ้าใต้ อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกลุ่มดาวไฮดรากับเซนทอร์ ด้วยความสว่างที่ 8 แมกนิจูดทำให้ติดอยู่ใน 25 กาแลกซี่ที่สว่างที่สุดบนฟ้า


ภาพสเก็ทช์ NGC3242 โดยผู้เขียน

NGC 3242 หรือ “Ghost of Jupiter” เนบูล่าดาวเคราะห์ที่มีสีออกเขียว ขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสเมื่อดูผ่านกล้องดูดาว แต่ในความจริงมีขนาดใหญ่และไกลออกไปกว่าดาวพฤหัสมาก อยู่บริเวณกลางลำตัวของงู

นอกจากนั้น ยังมีแกแลกซี่อีกมากกว่า 60 ตัวกระจายทั่วในกลุ่มดาวไฮดรา ส่วนมากสว่างราวแมกนิจูดที่ 12 ทำให้ต้องอาศัยกล้องดูดาวขนาดกลางขึ้นไป (8-10 นิ้ว) เมื่อรวมกับลักษณะที่ยาวข้ามฟ้าแล้วทำให้ไฮดรากลายเป็นสวนสนุกสำหรับ Star Hopping ทันที เพราะไม่ต้องขยับไปไหนไกลนักก็สนุกได้ตลอดคืน

ใครมีกล้องดูดาวสัก 10 นิ้วขึ้นไปน่าลอง มันน่าสนใจพอๆกับแมสซายเออร์มาราธอนทีเดียว


แผนที่กลุ่มดาวไฮดร้า คลิกภาพเพื่อขยาย


อ้างอิง
Ian Ridpath's Star tale website
Sky Safari
http://www.perseus.tufts.edu/Herakles/hydra.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Caeretan_hydria

Tuesday, 24 September 2019

Lyra the Harp

Lacerta, Cygnus, Lyra, Vu;pecula and Anser : Sydney Hall (1788-1831)
Cr: Wiki Commons Click

"ไลรา" หรือ "พิณ" กลุ่มดาวที่ขนาดพอดีกับฟิลด์กล้องสองตา แม้จะเล็กแต่หาง่ายเพราะมีดาว “วีก้า” เปล่งประกายสีขาวใสสุกสกาว

ตำนานของไลร้าเป็นหนึ่งในนิทานกรีกที่รู้จักกันดี ไลร้าเป็นพิณอันแรกที่สร้างขึ้นมาในโลก ทำมาจากกระดองเต่าและขึงด้วยเอ็น 7เส้น โดยเฮอร์แมสบุตรแห่งซุสกับมีอาหนึ่งในเจ็ดพี่น้องพรีอาเดสหรือดาวลูกไก่ แต่ภายหลังเจ้าของคือนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ “ออฟิอัส”

ครั้งหนึ่งเฮอแมสไปขโมยฝูงวัวของอพอลโล่ แต่เมื่อได้ยินเสียงพิณ อพอลโล่เลยขอพิณจากเฮอแมสแลกกับการรับโทษ ต่อมาอพอลโล่ก็มอบพิณอันนี้ให้กับออฟิอัส

นักดนตรีและกวีผู้ยิ่งใหญ่ "ออฟิอัส" เชียวชาญการร้องเพลงและดีดพิณยิ่ง ว่ากันว่าเมื่อใดที่ได้ยินเสียงพิณของออฟิอัส สายน้ำก็หยุดไหล สัตว์ร้ายกลับเชื่อง เหล่านิมฟ์หลงไหล แม้แต่ก้อนหินยังกลับมีชีวิตชีวา

ออฟิอัสเป็นหนึ่งในลูกเรื่ออาร์โกที่ช่วยเจสันตามหาขนแกะทองคำ เขาบรรเลงเพลงช่วยลูกเรือทุกคนให้รอดพ้นจากบทเพลงของไซเรนที่นำลูกเรืออาร์โกร์ไปสู่ความตาย



Orpheus and Eurydice : Oil on canvas, Peter Paul Rubens (1577-1640)
ภาพออร์ฟิอัสกำลังแบกพิณจูงมือยูริไดซี ขณะที่เทพฮาเดสและเทวีเพอร์เซปโฟเน่นั่งบนบันลัก์
Cr: Wiki Commons [link ]

แต่ชีวิตรักของนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่กลับเป็นเรื่องเศร้า ออร์ฟิอัสรักกับนิมฟ์ตนหนึ่งชื่อยูริไดซี หลังจากแต่งงานยูริไดซีโดนงูกัดตาย นำความเศร้าโศกมาให้นักดนตรีของเราอย่างมากจนถึงขนาดลงไปขอร้องต่อเจ้าบาดาลฮาเดสให้คืนชีวิตแก่นาง

ระหว่างการเดินทางไปโลกบาดาลออฟิอัสได้ใช้พิณบรรเลงขับกล่อมเหล่าปีศาจและสัตว์ร้ายตลอดทาง จนในที่สุดฮาเดสและเทวีก็ยอมแพ้ต่อเสียงพิณของออร์ฟิอัสจนยอมรับปาก แต่มีข้อแม้ว่าระหว่างทางกลับห้ามหันหลังกลับมาดูคนรักเด็ดขาด

เมื่อใกล้จะถึงทางออกเขาดีใจจนลืมตัวหันกลับไปมองภรรยาที่รัก ผลก็คือยูริไดซีโดนดูดกลับลงไปโลกบาดาลอีกครั้ง ออร์ฟิอัสเสียใจมากจนไม่เล่นพิณอีกต่อไป เขาเดินไปอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งโดนทุบตี ฉีกทึ้ง จนตายที่ดินแดนห่างไกลของชนป่าถื่อนกลุ่มหนึ่ง

ต่อมาซุสได้นำพิณของออร์ฟิอัสไปไว้บนฟ้าเป็นกลุ่มดาวพิณเพื่อระลึกถึงความยอดเยี่ยมทางดนตรีและเรื่องราวความรักอันแสนเศร้าของเขา



กลุ่มดาวพิณหรือ Lyra [คลิกภาพเพื่อขยาย]
Star Chart Credit: Cartes Du Ciel

“วีก้า” ดาวสีฟ้า-ขาว คลาส A0 เป็นหนึ่งในดาวฤกษ์ที่ใกล้โลกห่างออกไป 25 ปีแสง ค่าความสว่างที่ 0.03 แมกนิจูด สว่างลำดับที่ 5 บนท้องฟ้า เป็นหนึ่งในสามมุมของสามเหลี่ยมฤดูร้อน คำว่า “วีก้า” มาจากภาษาอารบิค “Waqi” หมายถึงนกอินทรีหรืออีแร้ง

ในอียิปต์ อาหรับไปจนถึงอินเดีย กลุ่มดาวกลุ่มนี้คือนกอินทรีหรืออีแร้ง แผนที่ดาวยุคเก่าก็จะวาดเป็นรูปพิณที่มีอีแร้งอยู่ด้านหลัง วีก้ายังเป็นดาวสาวทอผ้าในตำนานคลาสสิคความรักระหว่างสาวทอผ้าและหนุ่มเลี้ยงวัวในจีนอีกด้วย ในอีกราว 14,500 ปี วีก้าจะกลายมาเป็นดาวเหนือแทนโพลาริสตามการหมุนส่ายของแกนโลก


ซ้ายมือ ดาววีก้า ภาพโดยคุณตระกูลจิตร จิตตไสยพันธ์
ขวามือ M56 ภาพโดยคุณกีรติ คำคงอยู่

ซ้ายมือ แอพซิลอนไลเร ภาพจาก Sky Safari
ขวามือภาพสเก็ทช์ M57 โดยผู้เขียน

แอพซิลอน ไลเร หรือ Double-Double ดาวสว่างที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวีก้า มองด้วยตาเปล่าจะเห็นจุดสว่างดวงเดียว หากใช้กล้องสองตาส่องดูจะเห็นว่าเป็นมีสองดวงเคียงกัน สีขาวสว่างใกล้เคียงกันมาก และเมื่อดูด้วยกล้องดูดาวจะพบว่าแต่ละดวงก็มีคู่ของตัวเอง ทั้งหมดกลายเป็นสี่ดวง จึงเป็นที่มาของชื่อ Double-Double เป็นดาวคู่ที่รู้จักกันดีคู่หนึ่ง อยู่ห่างออกไป 162ปีแสง ไกลกว่าวีก้าหลายเท่า

ระหว่างดาวเบต้าไลเรกับแกมม่าไลเร เป็นตำแหน่งของเนบูล่าดาวเคราะห์ที่มีชื่อเสียงมากตัวหนึ่งคือ เอ็ม 57 หรือเนบูล่าวงแหวน เนฐูล่าดาวเคราะห์เป็นซากที่เหลือจากการหมดอายุขัยของดาวฤกษ์ที่คล้ายกับพระอาทิตย์ของเรา ภาพจากกล้องดูดาวจะเป็นวงแหวนสีเทาขนาดจิ๋วแปลกตา เอ็ม 57 อยู่ห่างจากเรา 1400 ปีแสง

สุดท้ายเป็นเอ็ม 56 กระจุกดาวทรงกลมขนาดเล็ก ตำแหน่งประมาณตรงกลางระหว่างดาวแกมม่าไลเรกับอัลบริโอหรือหัวหงส์ ลูกบอลดาวตัวนี้อยู่ไกลออกไปจากเรา 32000 ปีแสง ค้นพบโดยชาร์ล แมสซายเออร์ในปี 1779



อ้างอิง
http://www.ianridpath.com/startales/lyra.htm
https://en.wikipedia.org/wiki/Orpheus
SkySafari


Monday, 9 September 2019

Cassiopiea Constellation

ภาพแคสสิโอเปียที่ปรากฎในแผนที่ดาว Urania's Mirror 

ราชินีแคสสิโอเปียแห่งอาณาจักรเอธิโอเปีย ถ้าไม่จองหองและโอ้อวดว่านางสวยกว่าพี่น้องเนเรอิดส์ทั้ง 50 ตนที่เป็นนิมฟ์แห่งท้องทะเล ชาวเมืองเอธิโอเปียคงไม่เดือนร้อนจนต้องให้แอนดรอเมด้าสละชีวิตเป็นเครื่องสังเวยสัตว์ประหลาด “ซีตัส” ที่โพเซดอนส่งมาลงโทษที่นาง โชคดีที่เพอร์เซอุสผ่านมาช่วยแอนโดรเมด้าไว้ได้และขอนางแต่งงาน

ในงานอภิเษกสมรสระหว่างแอนโดรมีด้าและเพอร์เซอุสนั้น ฟิเนอุสผู้เป็นน้องของราชาเซฟิอุสมาทวงสัญญาที่เคยรับปากว่าจะยกนางให้แก่ตนมาก่อน เพอร์เซอุสคัดค้าน ทั้งสองฝ่ายประชันหน้ากันในงานเลี้ยง แต่ฟิเนอุสอาศัยกำลังทหารที่มีมากกว่า เพอร์เซอุสต้องอาศัยอำนาจเมดูซ่าทำให้ฟิเนอุสและกองทหารกลายเป็นรูปปั้นหินไปสิ้น

Perseus turns Phineus and his followers to stone (Luca Giordano, 17th century)
เพอร์เซอุสใช้หัวของเมดูซ่าทำให้เซฟิอุสกับกองทหารกลายเป็นหิน

ส่วนพี่น้องเนเรอิดส์เป็นเทพธิดาแห่งท้องทะเลหรือ Sea Nymphs เป็นลูกสาวของเนเรอัสหรือผู้เฒ่าแห่งท้องทะเล (Old Man of the Sea ในโอดิสซี่) โพเซดอนได้ลงโทษแคสสิโอเปียเพราะหนึ่งในพี่น้องเนเรอิดส์คือแอมฟิไทด์เป็นชายาของโพเซดอนเจ้าแห่งท้องทะเลนั่นเอง

กลุ่มดาวแคสสิโอเปียหรือกลุ่มดาวค้างคาวเป็นกลุ่มดาวที่อยู่บนทางช้างเผือกที่พาดผ่านทางซีกฟ้าเหนือ และเป็นหนึ่งในกลุ่มดาวที่อยู่รอบดาวเหนือ มีรูปร่างที่โดดเด่นเป็นรูปตัวอักษร M มองเห็นได้ง่ายทางทิศเหนือ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงมกราคม สามารถใช้เป็นเครื่องมือนำทางหาตำแหน่งดาวเหนือได้

วิธีหาดาวเหนือจากกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย

วิธีคือลากเส้นจากดาว “เดลต้าแคสสิโอปี” (δ Cas) ผ่านกึ่งกลางระหว่าง “แกมม่าแคสสิโอปี” (γ Cas) กับ “แอบซิลอนแคสสิโอปี” (ε Cas) เส้นนี้จะชี้ไปที่ดาวเหนือพอดี ดาวเหนือไม่ได้สว่างนัก และค่อนข้างต่ำเมื่อดูจากละติจูดของเมืองไทย บ่อยครั้งจะอยู่ในหมอกควันทำให้จางลงไปอีก ทำให้ดูยากขึ้น

แม้จะห่างออกมาจากใจกลางทางช้างเผือกแต่ก็เต็มไปด้วยดาวเล็กดาวน้อย กระจุกดาวจำนวนมาก  มีทั้งที่ดูได้ด้วยกล้องสองตาและต้องอาศัยกล้องดูดาว เช่น NGC457 กระจุกดาวนกฮูก, NGC 7789 Caroline’s Rose, M103 NGC663 NGC654 ทั้งสามตัวมองเห็นอยู่ด้วยกันด้วยกล้องสองตา Stock2 กระจุกดาวนักกล้าม NGC281 แพคแมนเนบูล่า

ทั้งสองตัวนี้ต้องใช้กล้องดูดาวในการสังเกต (คลิกภาพเพื่อขยาย)

ภาพซ้ายเป็นกระจุกดาวรอบดาวเดลต้าแคสสิโอปี
ภาพขวาเป็นกระจุกดาว Stock 2 ซึ่งอยู่ใกล้กับกระจุกดาวคู่ในกลุ่มดาวเพอร์เซอุส
ทั้งสองภาพเป็นภาพจำลองเมื่อดูด้วยกล้องสองตา (คลิกภาพเพื่อขยาย)

ราชินีแคสสิโอเปียแม้จะอวดดีและหลงตัวเองจนเกือบทำลายบ้านเมืองและเสียพระธิดาไป แต่พระนางก็ยังมีของดีเก็บไว้ในหีบสมบัติอีกมาก รอให้เราค้นหายามฟ้าเปิดครับ


อ้างอิง
http://www.ianridpath.com/startales/cassiopeia.htm
SkySafari Software 

Andromeda Constellation

ในขณะที่เพอร์เซอุสกำลังปกป้องดาเน่แม่ของตัวเองจากราชาโพลีเดกเทส ไกลออกมาที่อาณาจักรเอธิโอเปียราชินีแคสสิโอเปียกำลังสางผมอยู่แล้วกล่าวโอ้อวดว่าตัวเธอนั้นงามนัก งามยิ่งกว่าเหล่าซีนิมฟ์ ”เนเรอิดส์” เสียอีก

คำพูดของแคสสิโอเปียทำให้เนเรอิดส์ทั้ง 50 ตนไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะถือกันว่าเหล่านิมฟ์มีความงามเป็นอันดับหนึ่ง แอมฟิไทด์หนึ่งในพี่น้องเนเรอิสด์และเป็นชายาของโพเซดอนเจ้าแห่งท้องทะเลได้ทูลขอให้โพเซดอนลงโทษแคสสิโอเปียผู้จองหองและโอ้อวดเกินตัว

โพเซดอนลงโทษแคสสิโอเปียตามคำขอโดยส่ง “ซีตัส” สัตว์ประหลาดลูกผสมที่มีคำอธิบายว่า มีหัวและฟันมหึมา มีขาหน้าเหมือนสัตว์บก ช่วงล่างลำตัวมีเกล็ดและขดม้วนไปมาเหมือนงูทะเล ซีตัสอาละวาดทำเลายบ้านเมืองตามชายฝั่งของอาณาจักรจนเกือบหมดสิ้น

Andromeda and Perseus, Pierre Mignard -1679
กษัตริย์เซฟิอุสกับราชินีแคสสิโอเปียกำลังขอบคุณเพอร์ซิอุสที่ปลดปล่อยแอนดรอมีด้า
ด้วยการสังหารซีตัสสตว์ประหลาดจากท้องทะเล ภาพนี้มีกลุ่มดาวถึง 6 กลุ่ม [Cr:wikimedia]

ปุโรหิตให้คำแนะนำแก่ราชาเซฟิอุสผู้ครองอาณาจักรว่า หายนะครั้งนี้แก้ไขได้ด้วยการบูชายัญ เราจะสังเวยสัตว์ประหลาดด้วยราชธิดาผู้งามหมดจดของท่าน ราชาผู้โง่เขลาและอ่อนแอจำยอมต่อข้อเสนอของปุโรหิต ก่อนที่ทั้งอาณาจักรจะล่มสลายด้วยฝีมือของซีตัส

เจ้าหญิงแอนดรอมีด้าผู้น่าสงสารจำใจที่จะเป็นเครื่องเซ่น เธอถูกล่ามโซ่ตรวนที่ข้อมือทั้งสองข้างผูกติดผาหินก้อนใหญ่ริมทะเล เหนือขึ้นไปบนหน้าผาใหญ่ ราชินีแคสสิโอเปียเศร้าสร้อยและสำนึกผิดกับสิ่งที่ได้กระทำไปโดยไร้ความยั้งคิด

ต่ำลงมาที่แท่นสังเวย แม้จะสูงเหนือทะเลแต่คลื่นก็ยังซัดสาดโดนกาย สีหน้าทุกข์ระทม หมองหม่น ฉับพลันนั้นเพอร์ซิอุสก็ปรากฎกายขึ้นเหนือฟากฟ้า เขาตกตะลึงกับความงามของแอนดรอมีด้าและตกหลุมรักเธอทันที แว่บแรกเพอร์ซิอุสคิดว่าเป็นรูปปั้นแต่หากเห็นผมที่ปลิวไสวและน้ำตาที่ไหลอาบแก้มถึงแน่ใจว่าเป็นเป็นมนุษย์

เพอร์เซอุสต้องถามถึงสองรอบกว่าที่แอนดรอเมด้าจะยอมเล่าเรื่องที่เกิดให้ฟัง แต่ขณะนั้นเองเจ้าหญิงมองเห็นคมเขี้ยวของซีตัสก็โผล่ขึ้นเหนือคลื่นทะเล และกำลังพุ่งเข้ามาหาเธอ ในช่วงเวลาฉุกละหุกเช่นนี้เพอร์เซอุสขออนุญาติจากเซฟีอุสและแคสสิโอเปียเพื่อแต่งงานกับแอนดรอมีด้สอย่างสุภาพ จากนั้นก็กระโจนลงไปจัดการซีตัสด้วยดาบเพชรของเขา

เพอร์ซิอุสและแอนดรอมีด้ามีทายาทด้วยกันหกคนรวมถึงบรรพบุรุษของเปอร์เซีย “เปอร์เสส” และ “กอร์กอฟเฟนเต้” บิดาของ “เทียดาริอัส”​ กษัตริย์สปาต้า 

กลุ่มดาวแอนดรอมีด้า

กลุ่มดาวแอนดรอมีด้า เจ้าหญิงถูกล่ามโซ่ตรวนที่ข้อมือสองข้าง
ภาพจาก Sky Safari

แอนโดรเมด้าจะนำหน้ากลุ่มดาวเพอร์เซอุสไปทางตะวันตก แต่วิธีที่จะมองหาง่ายที่สุดคือเริ่มจากแคสสิโอเปียหรือกลุ่มดาวค้างคาวที่เป็นรูปตัวอักษร M เพราะยอดแหลมของตัวเอ็มจะชี้ไปที่แอนดรอมีด้าพอดี

ภาพแอนดรอมีด้าที่ปรากฎในแผนที่ดาวจะเป็นไปตามตำนาน คือเป็นรูปหญิงสาวกางแขน มีโซ่ลามไว้ทั้งสองข้าง ดาวสว่างที่สุดคือ “อัลฟ่า แอนดรอมีเด” หรือ “อัลฟีรัตส์”​ ดวงดวงนี้อยู่บนศรีษะของแอนดรอมีด้าและเป็นจุดเชื่อมต่อกับกลุ่มดาวเพกาซัสด้วย

ทำให้อีกวิธีที่ใช้หาตำแหน่งกลุ่มดาวแอนดรอมีด้าก็คือมองหาหน้าต่างสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่บนฟ้า ดาวที่เป็นมุมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั่นละคือ อัลฟ่า แอนดรอมีเด

ดาวดวงที่น่าสนใจคือ “แกมม่า แอนดรอมีเด” หรือ “อัลมัค” ดาวดวงนี้เป็นปลายขาซ้ายของแอนดรอเมด้า สามารถมองเห็นได้จากชานเมือง เป็นดาวคู่ที่สีสวยที่สุดคู่หนึ่ง โดยดวงหลักมีสีเหลืองอมส้ม สว่างราว 2.3 แมกนิจูด ส่วนดวงรองสีน้ำเงินไปทางเขียวเล็กน้อยสว่าง 5 แมกนิจูด สามารถดูได้ด้วยกล้องดูดาวขนาดเล็ก กล้องสองตาขนาด 8x40 ไม่สามารถแยกได้เป็นสองดวง 



แกมม่าแอนดรอมีเด (ซ้าย) และแอนดรอมีด้ากาแลกซี่ (ขวา) โดยผู้เขียน
ภาพวาดจากกล้องดูดาวเทคนิคดินสอดำบนกระดาษขาว แล้วกลับค่าสีในโปรแกรมแต่งภาพ
จากอัลมัคลองแพนกล้องสองตาไปทางทิศใต้ (หรือด้านบน) ให้อัลมัคอยู่ขอบๆล่างของจอภาพ สังเกตดูบริเวณกลางจอ มีเป็นจุดที่มีดาวหนาแน่นเป็นพิเศษ ตรงนี้คือกนะจุกดาว NGC752 เป็นกระจุกดาวขนาดใหญ่เหมาะกับการดูด้วยกล้องสองตาขนาด 7x50 ในที่ที่ห่างไกลตัวเมือง



แอนดรอเมด้ากาแลกซี่หรือแมสซายเออร์ 31 เป็นกาแลกซี่ที่อยู่ใกล้เรามากที่สุดและกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาเรา ด้วยความเร็วราว 110กม/วินาที และอีกราว 4000ล้านปีทางช้างเผือกและแอนดรอมีด้าจะชนและควบรวมเป็นกาแลกซี่เดียว


เอ็ม 31 มองเห็นได้ด้วตาเปล่าเป็นขีดสั้นของแสงจางบนฟ้าหากไม่มีมลภาวะทางแสง ด้วยกล้องสองตาเราจะมองเห็นเป็นฝ้าวงรีขอบฟุ้งจาง หากใช้กล้องสองตาขนาดสัก 7x50 อยู่ในที่ๆเหมาะสมอาจจะมองเห็นแมสซายเออร์ 110 ที่เป็นกาแลกซี่บริวารของแอนดรอมีด้ากาแลกซี่ก็เป็นไปได้

แต่หากมองไม่เห็นเราสามารถใช้กลุ่มดาวแคสสิโอเปียและแอนดรอมีด้าในการนำทางได้ โดยลากเส้นสมมติระหว่างดาวดาวเดลต้าแอนดรอมีเดและอัลฟ่าแคสสิโอปี กาแลกซี่แอนดรอมีด้าจะอยู่เกือบครึ่งทางดังรูป 

วิธีหาตำแหน่ง แอนดรอมีด้ากาแลกซี่ ภาพจาก SkySafari เตรียมโดยผู้เขียน


อ้างอิง
RoBert Barnham Jr., Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari Software

Perseus constellation

เพอร์เซอุสและหัวของเมดูซ่า จากแผนที่ดาวยูราเนีย มิลเล่อร์, 1825 [ภาพจากวิกิ]

กลุ่มดาวหน้าหนาวที่คุ้นเคยกันดี มีนิทานซ่อนอยู่มากมาย บทความชุดนี้จะแนะนำกลุ่มดาวและออบเจคที่น่าสนใจที่ดูได้จากกล้องสองตาหรือตาเปล่าเป็นหลัก อาจจะมีบ้างที่ต้องดูจากกล้องดูดาวขนาดเล็ก ขอให้สนุกกับการเที่ยวชมท้องฟ้ายามราตรีครับ

ดวงดาวบนฟ้านั้นเมื่อเทียบกับช่วงชีวิตของเราแล้วคล้ายว่าอยู่กับที่ไม่ได้ขยับไปไหน แต่เราผู้เฝ้ามองท้องฟ้าอยู่บนโลกที่กำลังหมุน จะเห็นดวงดาวบนฟ้าเคลื่อนที่ข้ามท้องฟ้าจากตะวันออกไปตะวันตกตลอดเวลา

นอกจากหมุนรอบตัวเองแล้ว โลกเรายังหมุนรอบดวงอาทิตย์อีกด้วย ทุกเย็นดาวฤกษ์ดวงเดียวกันเปลี่ยนตำแหน่งสูงจากขอบฟ้าตะวันออกมากขึ้นทุกวันทีละน้อย ทำให้แต่ละเดือนแต่ละฤดูในเวลาเดียวกันกลุ่มดาวบนท้องฟ้าจะแตกต่างกัน สำหรับผู้ที่เข้าใจ ดวงดาวและท้องฟ้าก็คือปฎิทินและนาฬิกาชั้นดี

กลุ่มดาวที่จดจำและบันทึกสืบทอดกันมายาวนานมักจะมีนิทานเคียงข้าง ต่างวัฒนธรรมต่างชนชาติชื่อตัวละครอาจต่างกันบ้าง กลุ่มดาวหน้าหนาวในชุดนิทานเพอร์เซอุสกลุ่มแรกที่จะแนะนำให้รู้จักเป็นพระเอกของเรื่องนั่นคือ “เพอร์เซอุส” เชื่อว่าเป็นที่รู้จักกันมาอย่างน้อย 2000-3000 ปี เป็นกลุ่มดาวเก่าแก่ที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน

ในอียิปต์โบราณกลุ่มดาวที่มีรูปร่างคล้ายคนมีสองขานี้คือเทพเจ้า Khem หรือ Khnum เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ในเปอร์เซียคือพระมิถราของศาสนาผู้นับถือดวงอาทิตย์ ในไบเบิ้ลคือเดวิดกำลังหิ้วหัวของโกไลแอท หรือเป็นนักบุญจอร์จผู้ฆ่ามังกรในยุคกลาง สำหรับแขกมัวร์หมายถึงอัลมิราซกูล (Almirazgual) คนหิ้วหัวปีศาจ ฯลฯ ทั้งหมดถ้าไม่ใช่เทพเจ้าก็จะเป็นวีรบุรุษ

แต่เรื่องที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบันเป็นของกรีก นั่นคือเรื่องของ “เพอร์เซอุส” ที่มีชื่อกลุ่มดาวเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องถึง 6 กลุ่มคือ เพอร์เซอุส เปกาซัส แอนดรอมีด้า ซีตัส คาสสิโอเปียและเซฟิอุส

กลุ่มดาวเพอร์เซอุสในหนังสือ The Book of Fixed Star โดยAbd al-Rahman al-Sufi ปี 964
อาจจะเป็นเป็นภาพ "อัลมิราชกูล" ภาพจาก The Metropolitan Museum of Art 

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นที่ชายหาดของเกาะเซรีฟอสในทะเลอีเจียน

ลังไม้ขนาดใหญ่ลอยมาติดชายหาดที่เกาะเซรีฟอส ดิกเทสชายชาวประมงผู้ถือสันโดษเปิดออกดูพบว่าภายในมีหญิงสาวผิวพรรณงามเครื่องแต่งกายดูสูงศักดิ์กับทารกน้อยในอ้อมกอด ดิกเทสรับหญิงสาวกับทารกน้อยมาเป็นภรรยาและบุตร ทารกน้อยได้รับนามว่า “เพอร์เซอุส” ส่วนหญิงสาวนั้นมีชื่อว่า “ดาเน่”

เวลาผ่านไป โพลีเดกเทสกษัตริย์ผู้ครองเกาะเซรีฟอสและน้องชายของดิกเทส ต้องการตัวพี่สะใภ้ดาเน่มาเป็นชายา แต่เพอร์เซอุสที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มคอยขัดขวาง ราชาโพลีเดกเทสไม่สามารถจัดการเสี้ยนหนามอย่างเพอร์เซอุสได้ จึงออกอุบายให้เพอร์เซอุสไปนำหัวเมดูซ่ามาเป็นของกำนัล เพราะเชื่อว่าอย่างไรเพอร์เซอุสต้องจบชีวิตจากงานนี้แน่นอน

ความผิดพลาดของโพลีเดกเทสก็คือไม่ทราบว่าเพอร์เซอุสเป็นบุตรของเซอุสผู้เป็นใหญ่เหนือเทพทั้งปวง ความช่วยเหลือถูกส่งเข้ามา อธีน่ามอบโล่บรอนซ์ขัดเงาและให้คำแนะนำ ไฮเฟสเตสมอบดาบเพชรที่แกร่งกว่าโลหะใดๆ หมวกแห่งความมืดจากฮาเดสทำให้ล่องหนไม่มีใครมองเห็น และรองเท้าติดปีกช่วยให้บินได้จากเฮอร์เมส

เพอร์เซอุสไปพบแกรอี แม่มดแก่ อัปลักษณ์และตาบอด 3พี่น้องและเป็นพี่น้องกับกอร์กอนเช่นกัน ที่เชิงเขาแอทลาส ทั้ง 3 ผลัดกันใช้ลูกตาที่มีอยู่ลูกเดียวเพื่อให้มองเห็น เพอร์ซิอุสต้องแย่งลูกตาและขู่เพื่อให้บอกที่อยู่ของเมดูซ่าและพี่น้องกอร์กอนที่แม้แต่เทพยังไม่ทราบว่าพวกนางอยู่ที่ไหนแน่นอน

สามพี่น้องกอร์กอน “ยูไรอลี” “สธีโน” และ “เมดูซ่า” เป็นธิดาของเจ้าทะเลฟอซีสและซีโต มีรูปลักษณ์ที่น่ากลัว ผิวเป็นเกล็ดมังกร จมูกเหมือนหมูป่า แขนเป็นทองเหลืองและปีกเป็นทอง พี่น้องกอร์กอนหันไปมองใคร คนผู้นั้นจะกลายเป็นหิน

เมดูซ่าเป็นผู้เดียวที่มีหน้าเป็นสาวสวย มีผมเป็นงูแแต่ไม่มีชีวิตเป็นอมตะเหมือนพี่สาวอีกสองคน เล่ากันว่าในอดีตเมดูซ่าเกิดมาเป็นหญิงสาวที่มีความฉลาดเฉียวและมีความงามเป็นที่เลื่องลือ จนกระทั่งโดนโพเซดอนฉุดไปข่มขืนในวิหารของอธีน่า เป็นเหตุให้อธีน่าสาปให้นางมีรูปที่อัปลักษณ์เช่นนี้

เมื่อไปถึงที่อยู่ของพี่น้องกอร์กอน เพอร์ซิอุสอาศัยหมวกแห่งความมืดล่องหนหายตัวเดินตามเส้นทางที่มีรูปปั้นหินของคนที่แข็งเป็นหินไปด้านในของเกาะ รอจนกระทั่งเมดูซ่าหลับสนิท เพอร์ซิอุสเดินถอยหลังโดยอาศัยการมองจากภาพสะท้อนที่เห็นในโล่ขัดเงาเพื่อเลี่ยงการมองหน้าเมดูซ่าโดยตรง เมื่อถึงระยะก็ฟันคอนางด้วยดาบเพชร หัวเมดูซ่าขาดหล่นลงพื้นด้วยดาบเดียว


ซ้าย: เมดูซ่า - Caravaggio (1595) [ภาพจากวิกิ]
ขวา: เพอร์เซอุสกับหัวเมดูซ่า- Benvenulo Cellini (1554) [ภาพจากวิกิ] 

เพอร์เซอุสคว้าหัวเมดูซ่าใส่ถุงหนัง พร้อมกับมองเห็นม้าเปกาซัสและนักรบไครเซเออร์พุ่งออกมาจากคอของเมดูซ่า ทั้งคู่เป็นบุตรของนางกับโพเซดอนตั้งแต่ครั้งที่โดนข่มขืน เพอร์เซอุสรีบบินกลับไปก่อนที่พี่น้องกอร์กอนอีกสองคนจะตื่นขึ้นมา ระหว่างทางกลับ เพอร์เซอุสผ่านเอธิโอเปีย ต้องช่วยแอนดรอมีด้าที่โดนตรึงด้วยโซ่ที่หน้าผาริมทะเลจากคมเขี้ยวของอสูรร้ายจากท้องทะเลซีตัส ตอนนี้จะขอแยกไปเล่าในเรื่องแอนดรอมีด้า

เมื่อกลับไปถึงเกาะเซรีฟอส เพอร์เซอุสชูหัวของเมดูซ่าเป็นอาวุธจัดการกษัตริย์โพลีเดกเทสและกองทหารที่ไล่ล่าตน แม่และพ่อบุญธรรมให้กลายเป็นหิน สถาปนาดิกเทสพ่อบุญธรรมของตนขึ้นเป็นกษัตริย์ ส่วนหัวของเมดูซ่า อธีน่าได้ฝังลงไปในโล่ของตน และกลายเป็นเครื่องรางใช้ป้องกันภูตผีปีศาจสืบต่อกันมา

ดาเน่หญิงผู้เป็นแม่ของเพอร์เซอุสนี้แท้จริงคือเจ้าหญิงดาเน่ราชธิดาของกษัตริย์อครีซิอัสแห่งอาร์กอส ราชาอครีซิอัสได้รับคำนายว่าจะถูกหลายชายคนโตปลงพระชนม์ จึงได้คุมขังเจ้าหญิงดาเน่ไว้ในคุกใต้ดินพร้อมกองกำลังอารักขาแน่นหนา เพื่อกันไม่ให้มีชายคนใดเข้าไปหานางได้ แต่ไม่ว่าแน่นหนาแค่ไหนก็หยุดราชาแห่งเทพอย่างซุสที่ลักลอบเข้าไปในรูปสายฝนสีทองไม่ได้

เมื่อราชาอครีซิอัสพบว่าดาเน่คลอดทารกชายออกมา จึงได้จับใส่หีบไม้ขนาดใหญ่ปล่อยออกไปลอยทะเล แล้วก็ไปติดที่ชายหาดเกาะเซรีฟอสที่เล่ามาเมื่อต้นเรื่อง และสุดท้ายในการแข่งขันกรีฑา พระราชาอครีซิอัสโดนจักรของเพอร์เซอุสที่กระเด็นผิดทิศทางระหว่างทอดพระเนตรการแข่งขันถึงแก่ความตาย คำทำนายกลายเป็นจริงฉะนี้

กลุ่มดาวเพอร์เซอุส

กลับมาที่ท้องฟ้า กลุ่มดาวเพอร์เซอุสอยู่บนทางช้างเผือกในซีกฟ้าเหนือ มองเห็นได้ตลอดหน้าหนาวเวลาหัวค่ำ มือข้างหนึ่งหิ้วหัวเมดูซ่า อีกข้างหนึ่งถือดาบชูขึ้นเหนือหัว สังเกตได้ง่ายเพราะตามหลังกลุ่มดาวคาสสิโอเปียและนำหน้าสารถี

กลุ่มดาวเพอร์ซิอุส จาก IAU 

ใจกลางกลุ่มดาว มีดาวสว่าง มีค่าความสว่างแมกนิจูดที่ 2 เป็นดาวที่สว่างที่สุดในกลุ่ม มองเห็นได้จากชานเมืองใหญ่ เรียกชื่อตามระบบของเบเยอร์ว่า “อัลฟ่า เปอร์เซอิด” ชื่อสามัญคือ “เมอร์เฟค” (Mirfek) หรือตามแผนที่ดาวเก่าบางฉบับจะเรียกว่า “อัลเจนิบ” (Algenib) คำว่าเมอร์เฟคมาจากภาษาอาหรับหมายถึง “ข้อศอก”

เมอร์เฟคอยู่ห่างออกไป 590 ปีแสง สเปคตรัม F5 lb Supergiant อุณหภูมิที่พื้นผิว 6180 องศาเคลวิน ทำให้มีสีขาวอมเหลือง มีความสว่าง 5000 เท่าของดวงอาทิตย์ และมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 62 เท่า
เมอร์เฟคเป็นดาวที่อยู่ในกระจุกดาวขนาดใหญ่ “เมลล๊อตเต้ 20” เป็นกระจุกดาวเปิดที่ห่างออกไป 575 ปีแสง เมลล๊อตเต้ 20 มองเห็นด้วยตาเปล่าและจะสวยที่สุดเมื่อดูด้วยกล้องสองตาเพราะมองเห็นดาวดวงเล็กจำนวนมากรอบดาวเมอร์เฟค 

เบต้า เปอร์เซอิดหรือ “อัลกอล” (Algol) ดาวสว่างลำดับที่สองในกลุ่มดาวเพอร์เซอุส แต่เป็นดาวที่มีคนรู้จักมากที่สุดดวงหนึ่ง มีความสว่าง 2.1 แมกนิจูด สเปคตรัม B8V เป็นดาวลำดับหลัก อุณหภูมิพื้นผิว 11400 องศาเคลวิน มองเห็นเป็นสีขาว ไกลจากโลก 90 ปีแสง เป็นดาวคู่คราสที่รู้จักกันมากที่สุด และใกล้โลกที่สุด

ชื่ออัลกอลมาจากภาษาอาหรับหมายถึง “หัวปีศาจ”​ บริเวณดาวดวงนี้มีดาวเรียงเป็นหัวเมดูซ่ารูปสี่เหลี่ยมคางหมูเด่นอยู่ 4 ดวง หากใช้กล้องสองตาจะชัดเจนขึ้น โดยอัลกอลเป็นตาข้างหนึ่งของนาง บางพื้นที่จะเรียกชื่อดาวดวงนี้ต่างออกไป และทั้งหมดจะเป็นตัวแทนสิ่งที่ไม่ดี เช่น “หัวกอร์กอน” “หัวซาตาน” “หัวผี” มีการเชื่อมโยงดาวดวงนี้กับลิลิธภรรยาคนแรกของอดัม แม้กระทั่งดาราศาสตร์จีนโบราณยังเรียกดาวดวงนี้ว่า “กองซากศพ”

ภาพจำลองเมื่อดูดาวอัลกอลด้วยกล้องสองตาขนาด 8x40
หัวเมดูซ่าเป็นดาวเรียงรูปสี่เหลี่ยมคางหมู

เหตุที่ดาวดวงนี้ถูกมองเป็นสิ่งชั่วร้ายอาจเป็นเพราะดาวดวงนี้บางวันก็สว่างบางวันก็หรี่แสง เชื่อว่าข้อสังเกตนี้มีมาตั้งแต่ยุคอาหรับหรือยุคกลาง แต่คนแรกที่บันทึกเรื่องการแปรแสงของดาวอัลกอลคือเจมิเนียโอ มอนทานาริ เมื่อปี 1667 และตรวจวัดคาบของความสว่างได้คนแรกคือ จอร์น กู๊ดริคเมื่อปี 1782
อัลกอลเป็นดาวดวงแรกที่เราทราบว่าเป็นดาวคู่คราส ทุก 2วัน 20ชั่วโมง 49นาที ความสว่างจะลดลงจาก 2.1 เหลือ 3.4 จะเกิดคราสราว 10 ชั่วโมงก็จะสว่างขึ้นอีกครั้ง นับเป็นดาวดวงหนึ่งที่น่าสนใจมากดวงหนึ่ง

เรียงจากซ้ายไปขวาดับเบิ้ลคลัสเตอร์ แมสซายเออร์34 แมสซายเออร์76
ภาพวาดจากที่มองเห็นจริงด้วยกล้องดูดาวโดยผู้เขียน

ดีพสกายออบเจ็คที่น่าสนใจในกลุ่มดาวเพอร์เซอุสมีหลายตัวอย่างเช่น กระจุกดาวคู่แฝด ดับเบิ้ลคลัสเตอร์ (NGC869, NGC884) อยู่ระหว่าง กลุ่มดาวเพอร์ซิอุสและคาสสืโอเปีย ประมาณครึ่งทางจากดาวอัลกอลไปที่ดาวอัลมัคในกลุ่มดาวแอนดรอมีด้า จะมีกระจุกดาวเปิดอีกตัวคือแมสซายเออร์ 34 ทั้งเอ็ม 34 และ ดับเบิ้ลคลัสเตอร์ สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเหมาะสำหรับดูด้วยกล้องสองตาหรือกล้องดูาวขนาดเล็ก

แมสซายเออร์ 76 หรือ Little Dumbel เป็นเนบูล่าดาวเคราะห์มีรูปร่างคล้ายดัมเบลหรือเมล็ดถั่ว อยู่บริเวณเขตติดต่อเพอร์เซอุสกับแอนดรอมีด้า ห่างจากดาวสว่างแมกนิจูด 4 ชื่อ ฟี เพอร์เซอิด (φ Perseid) ราว 1 องศาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ดูได้จากกล้องดูดาว

NGC1499 แคลิฟอร์เนียเนบูล่า เป็นเนบูล่าขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเนบูล่าที่ยากจะมองเห็นเพราะความสว่างต่และมีขนาดใหญ่กว่ามุมมองของกล้องดูดาวขนาดใหญ่ แต่เป็นออบเจคยอดนิยมของนักถ่ายรูป อยู่บริเวณขาของเพอร์เซอุส

คาลิฟอร์เนียเนบูล่าโดยคุณตระกูลจิตร จิตตไสยพันธ์

อ้างอิง
http://kindredsubjects.blogspot.com/2013/02/kitab-suwar-al-kawakib-al-thabita-book.html
http://www.ianridpath.com/startales/perseus.htm
Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari Software

EHT สำรวจสนามแม่เหล็กหลุมดำทางช้างเผือก

       ภาพใหม่จากกลุ่มความร่วมมือกล้องโทรทรรศน์ขอบฟ้าสังเกตการณ์ ได้เผยให้เห็นสนามแม่เหล็กที่รุนแรงและเป็นระเบียบรอบๆ ขอบของหลุมดำมวลมหาศาล ...