Wednesday, 26 February 2020

Far, far away...



"ภูกระดึง" ภาพโดยสิทธิ สิทไทย

คืนหนึ่งผมเงยหน้ามองจุดแสงพราวพรายเต็มฟ้า มีคำถามเกิดขึ้นในใจ
“เรามองเห็นได้ไกลแค่ไหนหนอ?”

ในปี 1943 คาร์ล เซย์เฟิร์ทพบว่ากาแลกซี่จำนวน 12 ตัวมีแกนกลางสว่างกว่าปกติ 100 เท่า กาแลกซี่กลุ่มนี้ได้รับชื่อว่ากาแลกซี่แบบเซย์เฟิร์ท นับเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “ดาราจักรกัมมันตะ - Active galaxy”

ต่อมาในปี 1962 มาร์ติน ชมิดท์ ได้ใช้กล้องดูดาวขนาด 5 เมตรของหอดูดาวพาโลมาร์ศึกษาแหล่งคลื่นวิทยุที่ชื่อ 3C 48 ที่มีคลื่นวิทยุความเข้มสูงมากแผ่ออกมา แต่กลับพบดาวสีฟ้า-น้ำเงินดวงเดียว จึงได้ตั้งชื่อวัตถุนี้ว่า “ควอซาร์ - Quasar” มาจาก Quasi Stella Radio Source หรือ แหล่งคลื่นวิทยุคล้ายดาว

3C 48 อยู่ไกลมาก ห่างออกไปมากกว่า 2000 ล้านปีแสง ซึ่งแปลได้ว่าหากมองเห็นเป็นดาวหรี่จางจากโลกที่ระยะห่างขนาดนี้ วัตถุปริศนา 3C 48 ต้องสว่างกว่ากาแลกซี่ทางช้างเผือกเป็น 1000 เท่า เวลานั้นรู้จักกันว่าควอซาร์คือ “วัตถุที่หนาแน่น แผ่พลังงานสูงและไกลมาก”

ปี 1968 มีการค้นพบวัตถุอีกชนิดเรียกว่า “เบลซาร์- Blazar” เบลซาร์ยิ่งสว่างขึ้นไปอีก สว่างและแผ่พลังงานมากกว่าควอซ่าหลายพันเท่า! เป็นวัตถุที่ทรงพลังและสว่างที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน


ภาพจาก Hubble ยืนยันว่า Quasar คือแกนของดาราจักร
Cr: ESA/Hubble

ข้อสัณนิฐานของนักดาราศาสตร์ที่ว่าควอซาร์เป็นแก่นหรือหลุมดำของดาราจักรกัมมันตะ ได้รับการยืนยันโดยกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิ้ลในปี 1996 ภาพจากฮับเบิ้ลแสดงให้เห็นใจกลางที่สว่างมากและมีโครงสร้างของกาแลกซี่บางอย่างโดยรอบ

ปัจจุบันพบว่าควอซ่านั้นคือแก่นของดาราจักรกัมมันตะ มีหลุมดำยักษ์หรือ Massive Black Hole เป็นตัวขับเคลื่อน ดูดกลืนมวลสารจำนวนมหาศาลโดยรอบและมีลำอนุภาคพลังงานสูงพุ่งออกมา ควอซ่ากับเบลซ่าก็คือแก่นของดาราจักรกัมมันตะชนิดเดียวกันแต่คนละมุมมอง ควอซ่าคือแกนดาราจักรกัมมันตะที่เอียงเล็กน้อยเข้าหาเรา ส่วนเบลซาร์เป็นแกนดาราจักรกัมมันตะที่ลำอนุภาคพุ่งตรงมาที่เราพอดี



วีดีโอจำลองลักษณะของ Quasar
Credit:ESO, M. Kornmesser


ควอซาร์ 3C 273 ในกลุ่มดาวหญิงสาว ภาพจากฮับเบิ้ล
Credit: ESA/Hubble 

ในกลุ่มดาวหญิงสาวมีควอซาร์ที่สว่างที่พอจะสังเกตได้โดยอาศัยกล้องดูดาวขนาด 8 นิ้วขึ้นไป ควอซาร์ตัวนี้ชื่อ 3C 273 เป็นหนึ่งในตัวที่ใกล้เราที่สุด ในกล้องดูดาวสิ่งที่เราจะเห็นเป็นเพียงดาวจางหรี่ สว่างแมกนิจูด 13 ดวงหนึ่ง

ว่ากันว่าหากควอซาร์ดวงนี้อยู่ห่างจากจากเรา 30ปีแสงหรือประมาณ 7 เท่าของดาวฤกษ์ที่ใกล้โลกมากที่สุดอย่างอัลฟ่าเซนทอรี่ ความสว่างที่เราได้เห็นบนโลกจะเท่าดวงอาทิตย์ของเราเอง!

เรื่องที่เหลือเชื่ออีกอย่างคือ ระยะทางที่ไกลขนาดแสงใช้เวลาเดินทางถึง 2400 ล้านปี แล้วเรายังมองเห็นแสงที่เก่าแก่ขนาดนั้นด้วยตาเราเองแม้จะเป็นจุดแสงก็ตาม


ระยะทางที่ว่าไกลหากจะนับเป็นกิโลเมตรก็แค่ 2.2705753 x 10^22 เท่านั้นเอง


แผนที่ตำแหน่งของ 3C 273 เดือนที่เหมาะกับการสังเกตคือ มีนาคมถึงเมษายน
(คลิกเพื่อขยาย)

อ้างอิง
วิภู รุจิโรปการ, เอกภพ
Sky Safari software
Bob King, Twinkle, Twinkle Quasi-Star — 12 Quasars for Spring Evenings 



Friday, 21 February 2020

Messier 1 : Crab Nebula



แมสซายเออร์ 1 หรือ NGC1952 เป็นซากจากการระเบิดของดาวฤกษ์ใกล้ดาวซีต้า ทอรี่หรือปลายเขาวัวฝั่งทางทิศใต้ พบเป็นครั้งแรกโดย จอนห์ เบวิส นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวอังกฤษในปี 1731 เบวิสเพิ่มออบเจคชิ้นนี้ลงไปในแผนที่ท้องฟ้าของเขาที่ชื่อ Uranographia Britanica

อีก 27 ปีต่อมาชาร์ล แมสซายเออร์ได้ค้นพบด้วยตัวเองอีกครั้งในคืนวันที่ 28 สิงหาคม 1758 แมสซายเออร์พบว่าเนบิวล่าตัวนี้มีลักษณะที่เหมือนดาวหาง แต่ไม่เคลื่อนที่ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมรวมวัตถุที่ดูคล้ายดาวหางทั้ง 110 ชิ้นที่ปัจจุบันเรารู้จักกันดีในชื่อ “แมสซายเออร์ แคตตาลอค”


Crab Nebula โดย Lord Rosse
Cr: Wiki Common [click]
เอ็ม 1 ได้รับชื่อว่าเนบิวล่าปูก็เพราะลอร์ดโรส (William Persons, 3rd Earl of Rosse) ได้สังเกตด้วยกล้องสะท้อนแสงขนาด 36นิ้วในปี 1844 และเห็นว่าเอ็ม 1 มีโครงสร้างเป็นเส้นใยยื่นออกมาจากเนบิวล่า คล้ายกับระยางค์ที่ยื่นออกมาจากตัวปู ในยุคนั้นเชื่อว่า M1 เป็นกระจุกดาว กว่าจะพบความจริงว่าเป็นกลุ่มก๊าซก็ล่วงมาจนศตวรรษที่ 19 เมื่อการถ่ายภาพได้รับการพัฒนาขึ้นมา

เอ็ม 1 มองเห็นได้ง่ายแม้แต่จากกล้องสองตา 10x50 เมือดูจากกล้องดูดาวขนาดเล็กจะเป็นปื้นแสงวงรีหรือรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ซึ่งเป็นส่วนสว่างใจกลางเนบิวล่า เป็นออบเจคที่ไวต่อหมอกควันและมลภาวะทางแสงมาก ทำให้จำเป็นต้องอาศัยคุณภาพท้องฟ้าที่ดีหากต้องรายละเอียดที่มากขึ้นด้วยกำลังขยายสูง

ผมดูผ่านกล้องสะท้อนแสงขนาด 8 นิ้วที่ชานเมืองบ้านหมี่ ท้องฟ้ามีหมอกควันคลุมอยู่ทั่วไป กลางฟ้าเห็นดาวสว่างน้อยที่สุดราวแมกนิจูด 3+ ที่กำลังขยายต่ำไม่มีปัญหาอะไร เอ็ม 1 มองคล้ายเมฆก้อนเล็กรูปวงรีออกไปทางข้าวหลามตัด

เมื่อเพิ่มกำลังขยายเป็น 133 เท่า ภาพจางมาก พอจับได้ว่ามีแสงวงรีสองวงวางเยื้องกัน มีแขนยื่นออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แสงวงรีทางทิศเหนือจะสว่างกว่าวงรีทางทิศใต้ ผมดูอยู่หลายคืนเพราะท้องฟ้าไม่ค่อยเอื้ออำนวยจากปัญหาเรื่องหมอกควัน ทำให้ดูยาก เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง

แต่เชื่อว่าหากฟ้าดึพอ น่าจะมองเห็นเส้นใยและรายละเอียดอื่นมากขึ้นได้จากกล้องสะท้อนแสง 8 นิ้วครับ



Name: Crab Nebula
Catalog Number : Messier 1, NGC1952
Type: Supernova Remnent
Magnitude: 8.40
Surface brightness: 11.00
Dimension: 8.0 x 4.0 '
Constellation: Taurus

Coordinate:
RA: 05h34m 30.0s
DEC:+22°01’00"


อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari
http://www.astronomy.com/news/2007/06/crab-nebula-exploded-in-1054
https://en.wikipedia.org/wiki/SN_1054
http://www.messier.seds.org/m/m001.html
http://www.lesa.biz/astronomy/star/neutron
https://jusci.net/node/2957
https://mgronline.com/science/detail/9600000061563

Wednesday, 12 February 2020

Iota Orionis


อิโอต้าโอไรออนนิสเป็นระบบดาวสามดวง
อิโอต้าโอไรออนนิสเอ เป็นดวงหลักสว่างใจกลางภาพ
อิโอต้าโอไรออนนิสบี เป็นติ่งเล็กทางด้านบน
อิโอต้าโอไรออนนิสซี จากห่างออกไปแถวหนึ่งนาฬิกา
ภาพสเก็ทช์โดยผู้เขียน

ใครที่เคยดูเอ็ม 42 แบบมุมกว้างผ่านกล้องดูดาว โดยเฉพาะในคืนที่ฟ้าดีมาก มักจะจมลงไปในความงามของเนบิวล่าจนอาจไม่ทันสังเกตดาวทางทิศใต้ที่อยู่ใกล้ปลายของเนบิวล่าส่วนที่เรียกว่า “ดาบ” ดาวสีฟ้าสดใสที่มีค่าความสว่างแมกนิจูด 3 ดวงนี้คือ “อิโอต้า (ι )โอไอรอนนิส” อัญมณีที่ถูกลืม

อิโอต้า โอไรออนนิส หรือในชื่อภาษาอาราบิค “Na’ir Al Saif” คำนี้แปลว่า “(ดาว)สว่างที่สุดในดาบ” คำแปลตรงกับความจริงเพราะดาวดวงนี้อยู่ตรงปลายดาบ มองเห็นด้วยตาเปล่าและสว่างที่สุดในดาบของนายพราน

คนที่ตาไวจะเห็นว่าดาวดวงนี้มีเนบิวล่าเห็นเป็นแสงฟุ้งโดยรอบ อิโอต้าโอไรออนเป็นระบบดาวหลายดวงที่งามตัวหนึ่ง มีดาวดวงน้อย อิโอต้า โอไรออน บี ใกล้ชิดติดกับดวงหลักเป็นภาพที่น่ารักระยะแยก 11 อาร์คเซคั่น (ฟิลิปดา) ในขณะที่อิโอต้า โอไรออน ซีเป็นดาวจางสีแดง อยู่ค่อนข้างไกลไปทางทิศตะวันออก 50 อาร์คเซคั่น

ใกล้ๆกัน เราจะมองเห็นดาวคู่ที่ดูง่ายอีกสองคู่คือ สตูว์ป 747 และสตูว์ป 745 อิโอต้าโอไรออนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระจุกดาวเกิดใหม่ NGC 1980 ที่มีอายุมากกว่าทราเปซเซี่ยมไม่มาก องค์ประกอบทั้งหมดทำให้ภาพในบริเวณนี้ดูงดงามไม่น้อย

อีกเรื่องที่น่าสนใจของอิโอต้าโอไรออนนิสเอที่เป็นดาวดวงหลักของระบบคือดาวดวงนี้เองก็เป็นดาวคู่ และไม่ได้เป็นดาวคู่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกันเหมือนคู่อื่นแต่เกิดจากการจับยึดเข้ามาด้วยแรงโน้มถ่วง และอยู่ใกล้ชิดกันจนแยกออกไม่ได้ด้วยสายตา

นักดาราศาสตร์สัณนิฐานว่าเมื่อสองล้านห้าแสนปีก่อนมีดาวคู่สองระบบชนกัน ทำให้มีดาวสองดวงกระเด็นออกไปจากระบบ และเกิดการจับคู่ใหม่เป็นอิโอต้าโอไรออนนิสดวงนี้ ส่วนสองดวงที่กลายเป็น Runaway Stars ก็คือเออีออริเกในกลุ่มดาวออริก้าและมิวโคลอมเบในกลุ่มดาวโคลอมบ้าที่ได้เขียนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว [กลับไปอ่านคลิก]


คลิกภาพเพื่อขยาย


Catalog number: Iota Orionis
Type: Multiple Stars
Constellation: Orion
Visual Magnitude: +2.77, +7.7, +9.8
Seperation : AB 11”@141° , AC 49.4”@103°
Distance: 2300 ly

Coordinates :
R.A. 05h 36m 24.14s
Dec. +-5° 53’ 54.8”



อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafarihttp://stars.astro.illinois.edu/sow/nairalsaif.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Iota_Orionis

Wednesday, 5 February 2020

AE Aurigae & IC405 Flaming Star Nebula


AE Aurigae คือดาวตรงลูกศรชี้
ดาวสว่างเป็นกลุ่มทางทิศตะวันออกเฉียงใต้คือ 16, 17,18, 19 Aur
มองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นแถบฟุ้งใจกลางกลุ่มดาวออริก้า
ดูรายละเอียดได้ที่แผนที่ด้านล่าง ภาพสเก็ทช์ โดยผู้เขียน

Flaming Star เป็นเนบิวล่าในกลุ่มดาวออริก้าที่ดูค่อนข้างยาก ทำให้ไม่น่าสนใจนักสำหรับการดูด้วยตา แต่ดาวสว่างในเนบิวลาที่ชื่อเออี (AE) ออริเก กลับน่าสนใจเสียจนยากจะมองข้าม

เรื่องเริ่มต้นที่บริเวณโอไรออนเนบิวล่าเมื่อสองล้านห้าแสนปีก่อน เวลานั้นระบบดาวทราเปสเซี่ยมที่ใจกลางโอไรออนเนบิวล่ายังไม่กำเนิดขึ้นมา มีดาวฤกษ์สองดวงกระเด็นออกไปจากเนบิวล่า ด้วยความเร็วกว่า 100 กิโลเมตรต่อวินาทีในทิศทางตรงกันข้าม

ดวงหนึ่งไปทางทิศเหนือ ตอนนี้อยู่ในกลุ่มดาวออริก้าหรือสารถีและเป็นที่มาของบทความนี้ “เออี (AE) ออริเก” อีกดวงไปทางทิศใต้ในกลุ่มดาวโคลอมบาหรือนกพิราบคือ “มิว (μ) โคลอมเบ” ไม่มีใครทราบแน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เป็นไปได้คือระบบดาวคู่ขนาดใหญ่สองระบบชนกัน ทำให้เกิดแรงอะไรบางอย่างเหวี่ยงดาวฤกษ์สองดวงนี้ออกไป


เส้นทางการเคลื่อนที่ของเออี ออริเกและมิว โคลอมเบ
เริ่มต้นจากบริเวณเนบิลล่าสว่างใหญ่ในกลุ่มดาวโอไรออน
นอกจากนั้น ยังมีดาวอีกดวงในกลุ่มดาวอารีส์หรือแกะชื่อ 53 อารีติส ที่พบว่า
เส้นทางการเคลื่อนที่ก็มาจาก โอไรออนเนบิวล่าเช่นกันแต่เป็นคนละเหตุการณ์
 53 อารีติสหลุดออกมาจากโอไรออนเมื่อ 4-5 ล้านปีก่อน
ภาพประกอบโดยผู้เขียน - ขอสงวนลิขสิทธิ

เออี ออริเกเป็นดาวฤกษ์สว่างแมกนิจูด 6 หาตำแหน่งง่ายเป็นระยะทางหนึ่งในสามจากอิโอต้า (ι) ออริเก  ไปเดลต้า (δ) ออริเก (ดูในแผนที่) และใกล้กันทางทิศตะวันออกมีดาวสว่างแมกนิจูด 4 ถึง 6 ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหกดวงเรียงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นจุดสังเกตในกล้องเล็ง 

ในภาพถ่ายจะเห็นเนบิวล่าสีแดงอยู่รอบบริเวณ เนบิวล่าตัวนี้คือ IC405 หรือเป็นกลุ่มกาซและฝุ่นที่ เออี ออริเก บังเอิญวิ่งผ่านเข้ามาทำให้ดูเป็น “Flaming Star” โดดเด่นกว่าพี่น้องอีกคนในกลุ่มดาวนกพิราบมาก เพราะมิว โคลอมเบไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าเป็นดาวสีขาวแมกนิจูด 6 ดวงหนึ่ง

Flaming Star Nebula เป็นเนบิวล่าที่จางแต่ก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็นเสียเลย ปัญหาหลักคือขนาดที่ใหญ่ทำให้ต้องการมุมมองที่กว้าง 2.5 องศาขึ้นไป การใช้ฟิลเตอร์ UHC จะเป็นตัวช่วยเพิ่มคอนทราสที่ดี ผมพบว่าฟิลเตอร์ H-beta ทำให้เห็นเนบิวล่าได้กว้างขวางมากขึ้น ส่วน O-III ไม่ได้ช่วยนัก ทักษะการมองเหลือบและการใช้ผ้าคลุมหัวเพื่อกันแสงจากรอบด้านมีความจำเป็น

เออี ออริเกและมิว โคลอมเบเป็นตัวอย่างของ Runaway Stars ที่มักจะได้รับกล่าวถึงเสมอ ดาวในคลาส OB แบบเดียวกับเออี ออริเก อีกร้อยละ 10-15 ยังต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน สาเหตุของการโดนเนรเทศมีหลากหลาย ทั้งจากหลุมดำ ซูเปอร์โนว่า หรือการชนกันของดาวคู่

Runaway Star บางดวงอย่าง US 708 ที่ตอนนี้อยู่ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ กำลังเคลื่อนที่อยู่ด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อในระดับ 1200 กิโลเมตรต่อวินาที!

ธรรมชาติมีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่เสมอและยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป


คลิกภาพเพื่อขยาย


ข้อมูลพื้นฐาน
Name: Flaming Star Nebula
Catalog Number : IC405
Type: Nebula
Visual Magnitude: +10
Dimension: 30x19 arcmin
Constellation: Auriga
Distance: 1400 ly

Coordinates:
R.A. 5h 17m 30.47s
Dec. +34° 17' 13.1”



อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari
Wikipedia

Bob King, Runaway with These Run Away Stars
https://www.skyandtelescope.com/observing/run-away-with-these-runaway-stars12062105/

Jim Kaler, STARS Webite
http://stars.astro.illinois.edu/sow/aeaur.html

Thursday, 30 January 2020

NGC281 : Pacman Nebula


ภาพสเก็ทช์ NGC281โดยผู้เขียน


ปลายมกราคม ค่อนข้างช้าไปสักหน่อยแล้วสำหรับออบเจคในกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย ทำให้ต้องรีบดูตั้งแต่หัวค่ำ เพราะตัวเอ็มเริ่มตะแคงข้างไปแล้ว ไม่ถึงสององศาทางทิศตะวันออกของดาวสีแดงสด “ชีดาร์” ที่เป็นยอดแหลมสูงของตัวเอ็ม ผมพอเห็นแสงฟุ้งจางๆในกล้องเล็งรอบดาวดวงหนึ่งที่มีหมายเลข HD5005

NGC281 หรือ “Pacman” เนบิวล่าที่คล้ายตัวละครในวีดีโอเกมส์ “แพคแมน” ภาพในเลนส์ตากำลังขยายต่ำจากกล้องสะท้อนแสงขนาด 8 นิ้ว มองเห็นท้องฟ้าสว่างขาวจากหมอกควันบางๆที่สะท้อนแสงไฟจากอำเภอบ้านหมี่ แต่ก็ยังมีดาวสว่างน้อยใหญ่จำนวนหนึ่งพอให้หายเหงา มีแสงจางสีขาวที่ฟุ้งรอบดาวดวงหนึ่งและเมื่อเทียบรูปแบบดาวกับแผนที่ทำให้มั่นใจว่าไม่ผิดตัว

ผมเปลี่ยนเลนส์ตาเพิ่มกำลังขยาย สีท้องฟ้าเข้มขึ้น คอนทราสดีขึ้น มองเห็นดวงจางอีก 2 ดวงที่เป็นสมาชิกของระบบดาว HD5005 ถ้ามองเหลือบจะเห็นดาวเพิ่มอีกสองดวงและแสงฟุ้งที่มาจากกระจุกดาวที่จางและเล็กจิ๋ว IC1590 ผมลองใช้ฟิลเตอร์ UHC คอนทราสดีขึ้นมาก เนบิวล่าสว่างขึ้นเป็นวงกลมรอบ HD5005 ลองใช้ผ้าทึบแสงคลุมศรีษะเพื่อกันแสงรอบด้านที่เข้าตา ทำให้เห็นรายละเอียดมากขึ้นและดูง่ายขึ้น

เนบิวล่ามีลักษณะตัวอักษร "J" ที่ล้อมดาวเอาไว้ ส่วนที่เป็นหางยาวของตัว J จางมากต้องสังเกตให้ดี สีของเนบิวล่าสว่างกว่าสีท้องฟ้านิดเดียวและต้องอาศับมองเหลือบจึงจะพอเห็น เมื่อลองใช้ฟิลเตอร์ตัวอื่นพบว่าเนบิวล่าตัวนี้ก็ตอบสนองกับ H-beta ดี แต่ไม่ตอบสนองเลยกับ O-III

เทคนิคการใช้ฟิลเตอร์ดูเนบิวล่าที่เพิ่งได้ลอง คือสลับไปสลับมาระหว่างใช้ฟิลเตอร์กับไม่ใช้แบบเร็วๆ วิธีนี้จะทำให้เนบิวล่า “Blink” ขึ้นมา เป็นวิธีที่ได้ผลดีทีเดียว ช่วยให้ผมมองเห็นความแตกต่างของสีเนบิวล่ากับท้องฟ้าได้ดีขึ้น ทำให้คิดว่าเนบิวล่าตัวนี้ถ้าฟ้าดีมากก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฟิลเตอร์ช่วยใดๆ และอาจจะมองเห็นด้วยตาเปล่าอย่างที่มีนักดูดาวตนหนึ่งบอกไว้

NGC281 ค้นพบโดย E.E. Barnard ในปี 1881 ด้วยกล้องดูดาวหักเหแสงขนาด 5 นิ้ว ส่วนกระจุกดาว IC1590 Guillaume Bigourdan เป็นผู้ค้นพบที่หอดูดาวปารีสในภายหลัง การศึกษาล่าสุดบอกว่ามีทั้งระบบมีอายุน้อยมากราว 3.5 ล้านปีเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ของเราที่อายุ 4,500 ล้านปี



คลิกภาพเพื่อขยาย


ข้อมูลทั่วไป
Name: Pacman Nebula
Catalog number: NGC891, IC1590
Type: Nebula & Open Cluster
Constellation: Cassiopeia
Visual Magnitude: +7.4
Apparent Size: 35’x30’
Distance: 4,100 ly

Coordinates
R.A. 00h 52m 39.54s
Dec. +56° 42’ 20.1”


อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari



Stephen O’Mera, Hidden Treasure

Wednesday, 22 January 2020

Trapezium : Theta1 Orionis

Huygeniun region และ Trapezium ภาพสเกตที่กำลังขยาย 400 เท่าโดยผู้เขียน
กลุ่มดาวนายพรานขึ้นมาสูงราว 60 องศาจากขอบฟ้า กลุ่มดาวหมาใหญ่ตามติด ทางเหนือเพอร์ซิอุสมองเห็นไม่เต็มกลุ่ม เมอร์เฟคและอัลกอร์ไม่สดใสอย่างเคย พรานเบ็ดต้องดูสถานที่ ประเมินอุปกรณ์และเหยื่อที่จะใช้ นักดูดาวก็คล้ายกัน ต้องเลือกขนาดกล้องดูดาว ประมินสภาพท้องฟ้าเพื่อเลือกออบเจคเป้าหมาย และคืนนี้ผมต้องอาศัยโชคมากสักหน่อย

บริเวณที่ยังดูดีที่สุดคือกลุ่มดาวนายพราน เป้าหมายคืนนี้จำต้องเป็นกระจุกดาวหรือระบบดาวหลายดวง เพราะสภาพท้องฟ้าบังคับ ที่ใจกลางของแมสซายเออร์ 42 เนบูล่าที่สว่างที่สุดบนฟ้า มีระบบดาวหลายดวงที่น่าสนใจและผมยังไม่เคยได้สำรวจแบบจริงจัง

เอ็ม 42 หรือโอไรออน เนบูล่าเป็นออบเจคที่ทุกคนที่มีกล้องดูดาวนึกถึงเมื่อได้กล้องดูดาวมาครั้งแรก มันไม่ต้องอาศัยแผนที่ช่วยเพราะ “ดาบของนายพราน” โดดเด่นจนอธิบายตำแหน่งได้ด้วยปากเปล่า ผมเองก็ดูหลายครั้งจากกล้องดูดาวหลายขนาด หลายสถานที่ แต่ละครั้งไม่เคยเหมือนกันเพราะอุปกรณ์และสภาพท้องฟ้าต่างกัน

ภาพสเกต M42 จากกล้องดูดาวขนาด 4" ที่กำลังขยาย 70x
บริเวณที่สว่างตรงกลางคือ Trapezium ล้อมรอบด้วย Huygeniun Region

เกือบทั้งบริเวณของกลุ่มดาวนายพรานเต็มไปด้วยกลุ่มกาซบางเบาจนเราไม่สามารถมองเห็น มีแต่เอ็ม 42 ที่สว่างจนมองเห็นได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆเป็นตัวช่วย ใจกลางเอ็ม 42 เป็นแหล่งอนุบาลดาวเคราะห์เกิดใหม่ที่สังเกตได้ง่าย มีรูปร่างเป็นเรขาคณิต บริเวณนี้ได้รับชื่อตามนักดาราศาสตร์ Christian Huyghens ที่ทำการศึกษาบริเวณนี้คนแรกในศตวรรษที่ 17 ว่า “พื้นที่ฮอยจีเนี่ยน” (Huygenian region)

ตรงกลางพื้นที่ฮอยจีเนี่ยนมีดาวสว่างชื่อเธต้า1 ออไรออนนิส (θ1 Orionis) มองเห็นได้ชัดเจนด้วยกล้องดูดาวขนาดทุกกำลังขยาย แต่หากใช้กล้องดูดาวขนาดตั้งแต่ 80มม หรือ 3 นิ้วขึ้นไป จะเห็นว่าเธต้า1 ออไรออนนิสเป็นระบบดาวหลายดวง และได้รับชื่อเรียกว่า “Trapezium” เพราะเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู

หน้าหอดูดาวเวลาราวสามทุ่ม ดวงจันทร์คล้อยไปทางตะวันตกแล้ว สายตาที่ปรับคุ้นกับความมืดเมื่อรวมกับแสงจันทร์ขึ้น 8 ค่ำ ทำให้รอบด้านสว่างเห็นภาพชัดเจนไปไกล อากาศกำลังสบาย มีเสียงแมลงดังอยู่ทั่วไป ผมขยับกล้องดูดาวไปที่ดาบนายพรานดวงกลางที่มองตาเปล่าเป็นรอยฟุ้งไม่ชัดเจน

แม้จะถูกรบกวนจากเมฆหมอกและแสงจันทร์ แต่เนบูล่านายพรานก็ยังสว่างพอควร ที่กำลังขยายต่ำปีกทั้งสองฝั่งแสดงให้เห็นในเลนส์ตา ผมเพิ่มกำลังขยายไปเรื่อยๆ จนสุดทางของเลนส์ตาที่มีคือ 5 มิลลิเมตร เมื่อรวมกับบาร์โลว์ที่เพิ่มกำลังขยายได้อีก 2 เท่า ทำให้คืนนี้เป็นครั้งแรกที่ผมดูเอ็ม 42 ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ที่กำลังขยาย 400 เท่า!

เมื่อกำลังขยายสูงขึ้นภาพที่เรามองเห็นจะแคบตามไปด้วย ใจกลางเอ็ม 42 หรือพื้นที่ฮอยจีเนี่ยนถูกขยายขึ้นมาเต็มพอดีที่เลนส์ตา มีเนบูล่าสว่างเรืองโดยรอบ ตรงกลางดาวเธต้า1 โอไรออนนิสทั้ง 4 ดวงเรียงเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู เปล่งแสงสีฟ้า-ขาวสดใสตามสีของดาวอายุน้อย ไล่ลำดับความสว่างตามลำดับเป็น C D A B

ดาวที่เป็นส่วนประกอบย่อยของ θ1 Ori ระยะห่างมีหน่วยเป็นอาร์คเซคั่น
E และ F ต้องใช้กล้องดูดาว 6 นิ้วขึ้นไป G และ H ต้องใช้ 12 นิ้วหรือใหญ่กว่า

เราควรจะมองเห็นอีก 2 ดวงคือ E และ F ด้วยกล้องดูดาวขนาด 6 นิ้วขึ้นไป คืนนั้นแม้ว่าผมจะใช้กล้องดูดาว 8 นิ้วที่ให้ภาพสว่างกว่า 6 นิ้ว ยังต้องใช้วิธีมองเหลือบสำหรับ E และเห็น F เพียงครั้งเดียวระหว่างขยับกล้องไปมา แสดงถึงคุณภาพท้องฟ้าได้เป็นอย่างดี

เนบูล่าที่สว่างเรืองในพื้นที่ฮอยจีเนี่ยนไม่ได้สว่างเรียบเนียนแบบในภาพสเก็ต บางครั้งลักษณะดูคล้ายเมฆอัลโตคิวมูลัสอยู่มาก คือมีก้อนสว่างเป็นจ้ำทั่วไป น่าเสียดายที่ฟ้าไม่นิ่งดูไม่ถนัดทำให้จับภาพมาวาดไม่ได้ มุมทางตะวันตกเป็นส่วนที่สว่างที่สุด ส่วนทางทิศตะวันออกจะเป็นเส้นตรงสว่างตรงนี้ Bob King คอลัมนิสต์ในวารสาร Sky & Telescope เรียกว่า “หน้าผา”

องค์ประกอบทั้งหมดนี้ส่งให้เวลาผมดูพื้นที่ฮอยจีเนี่ยน มีความรู้สึกคล้ายการดูภาพ 3 มิติมากที่สุดในเนบูล่าทั้งหมดบนท้องฟ้า มีตื้น มีลึก มีบริเวณที่สว่างเรืองเหมือนสะท้อนแสงจากดาวที่อยู่ใกล้ น่าชมมากครับ

คลิกภาพเพื่อขยาย


Catalog No.: θ1 Orionis
Name: Trapezium
Type: Multiple Star
Visual Magnitude: 6.7
Constellation: Orion
Distance: 1300 ly

Coordinates:
RA: 5h 36m 12s
DEC:-5° 22’ 46.8”

Wednesday, 15 January 2020

Messier 42 : The Great Nebula


ภาพสเก็ทช์กลุ่มดาวนายพรานโดยผู้เขียน

ในกลุ่มดาวนายพราน “บีเทลจูส” กำลังอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่บริเวณที่เรียกกันว่า “ดาบ” หรือ “Sword” ใต้เข็มนายพราน กลับเป็นแหล่งของดาวเคราะห์เกิดใหม่ที่สว่างไสวที่สุดจุดหนึ่งบนท้องฟ้า

“A Single Misty Star” อาจแปลว่า “ดาวหมอก” เป็นคำอธิบายดาวดวงกลางของ “ดาบ” ดาวดวงนี้ดูฟุ้งแปลกกว่าดวงอื่น เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่ากาลิเลโอผู้เปิดศักราชดาราศาสตร์ยุคกล้องดูดาวก็ไม่ได้กล่าวถึงเนบิวล่าตัวนี้เลย

“The Great Nebula” หรือ “เนบิวล่าสว่างใหญ่” เนบิวล่าที่น่าจะรู้จักดีที่สุดในโลก การค้นพบจะให้เกียรติกับ Nicolas Peiresc ในปี 1611 และปี 1656 Cristian Huyghens เป็นคนแรกที่ให้ความสนใจกับใจกลางเนบิวล่าที่มีดาวสว่างหลายดวงเป็นพิเศษ ในปี 1769 ชาร์ล แมสซายเออร์ใส่หมายเลข 42 ให้วัตถุชิ้นนี้ในรายการชุดแรกของเขา


Sword of Orion เมื่อดูจากกล้องดูดาวที่กำลังขยายต่ำ
"ดาวหมอก" หรือ M42 คือจุดที่เป็นฝ้าฟุ้งกลางภาพ ภาพสเก็ทช์โดยผู้เขียน

หากใช้กล้องสองตาหรือกล้องดูดาวขนาดเล็กที่กำลังขยายต่ำส่องดู จะพบว่าบริเวณ “ดาวหมอก” ของนายพรานเต็มไปด้วยดาวน้อยใหญ่หลายสิบดวง และมีแสงสีขาวที่ดูเหมือนกลุ่มหมอกในป่ายามต้องแสงแดดยามเช้า มันดูฟุ้ง สว่างและจับรูปร่างได้ยาก


การดูเอ็ม 42 จะขึ้นกับสภาพท้องฟ้าและขนาดของกล้องดูดาว ภาพที่เห็นผ่านจากกล้องดูดาวขนาด 8นิ้วขึ้นไป หากฟ้าดีพอเราจะเห็นโครงสร้างและรายละเอียดเหมือนในภาพถ่าย เพียงแต่เป็นสีเดียวคือเทาอ่อนอมเขียวเล็กน้อย ผมเองเคยเห็นแบบนี้สองครั้งผ่านกล้องดูดาวแบบผสม 8 นิ้วที่ภูสวนทรายและแก่งกระจานเมื่อหลายปีก่อน หากฟ้ามีหมอกควันหรือแสงไฟรบกวนรายละเอียดก็จะลดทอนหายไปตามลำดับ


ภาพสเก็ทช์เอ็ม 42 จากกล้องดูดาว 8 นิ้วที่กำลังขยายต่ำโดยผู้เขียน
ยังพอมองเห็นว่าเนบิวล่าสว่าง มีขนาดใหญ่สว่งไปทั่วบริเวณแม้ฟ้าจะมีหมอกควันค่อนข้างหนา
โดยทั่วไปรูปร่างของเอ็ม 42 ที่มองเห็นผ่านกล้องดูดาว จะดูคล้ายปลาเทวดากำลังอ้าปาก หรือคล้ายนกกำลังบิน ส่วนที่สว่างที่สุดเรียกว่า “Huygenian” ตามชื่อคนที่ศึกษาบริเวณนี้คนแรก ภายในจะเห็นดาวสว่างสี่ดวงเรียงเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ดาวทั้งสี่ดวงรู้จักกันในชื่อ “Trapizium” เป็นดาวเกิดใหม่ที่ส่องแสง ปล่อยพลังงานกระตุ้นให้กลุ่มกาซเอ็ม 42 สว่างเรืองขึ้นมา

เหนือฮอยจีเนี่ยนขึ้นไปมีเงามืดที่แลดูเหมือนปากของปลา มักเรียกกันว่า “fish-mount” เนบูล่าฝั่งตะวันตกจะสว่างเรืองกว้างใหญ่คล้ายใบเรือได้รับชื่อว่า “Sail” ส่วนอีกฝั่งจะมีขอบโค้งด้านบนสว่างเด่นคล้ายดาบเรียกกันว่า “Sword” แนวเส้นโค้งของดาบหากฟ้าดีพอจะเห็นว่าเป็นเส้นโค้งวิ่งลงมาที่ดาวสว่างมัคนิจูด 3 “อิโอต้า โอไรออนนิส” แล้วโค้งไปบรรจบกับปีกฝั่งใบเรือเป็นวงกลม

ชื่อเรียกส่วนต่างๆของเอ็ม 42
แผนที่จาก Cart du Ceil


นอกจากนั้นเหนือ “ปากปลา” ยังมีเนบิวล่าอีกตัวหนึ่ง แมสซายเออร์ 43 หรือ Mairan’s Nebula เป็นเนบิวล่ารูปเครื่องหมายลูกน้ำกลับข้างที่มีดาวสว่างมัคนิจูด 7 ภายใน

John Herschel เขียนคำบรรยายโอไรออนเนบิวล่าได้น่าสนใจไว้ว่า

“I know not how to describe it better than by comparing it to a curdling liquid, or to breaking up of mackerel sky when the clouds of which it consists begin to assume a cirrus appearance..”

“ผมไม่สามารถหาคำบรรยายมาสู้กับการเปรียบเอ็ม 42กับของเหลวที่ถูกทำให้ข้นหนืด หรือท้องฟ้าที่เมฆปลาแมคเคอเรลกำลังแตกตัว โดยมีเมฆซีร์รัสมาร่วมในองค์ประกอบ...”


เมฆปลาแมคเคอเรลเป็นลักษณะเมฆที่เป็นลอนคลื่นคล้ายน้ำแข็งที่เกาะในช่องแช่แข็ง เมฆแบบนี้มีชื่อเป็นทางการว่า Cirrocumulus Undulatus ส่วนซีรัสเป็นเมฆระดับสูงลักษณะคล้ายขนนกบางเบา เบิร์นแฮมอ้างไว้ในหนังสือของเขาว่าเมฆแมคเคอเรลที่ว่าอยู่ทางเหนือของใจกลางที่สว่างของเอ็ม 42 ใครมีกล้องดูดาวตัวใหญ่ๆฟ้าดีๆน่าลุ้นว่าจะมองเห็นภาพที่ John Herschel บรรยายไว้หรือเปล่า


Mackerel sky จะคล้ายลายข้างลำตัวของปลา Mackerel, Cr: Wikipedia
ตัวอย่างเมฆซีร์รัสหลายแบบรวมกัน, Cr: Wikipedia

Name: The Great Orion Nebula
Catalog number: M42, M43
Type: Nebula
Constellation: Orion
Visual Magnitude: +4
Apparent Size: 85’ x 60’
Distance: 1400 ly

Coordinates :
R.A. 05h 36m 22.37s
Dec. +-5° 526’ 19.0”



อ้างอิง
บัญชา ธนบุญสมบัติ -ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ คอลัมน์ Cloud Lover มติชนออนไลน์
https://www.matichon.co.th/columnists/news_782873

Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook

SkySafari

EHT สำรวจสนามแม่เหล็กหลุมดำทางช้างเผือก

       ภาพใหม่จากกลุ่มความร่วมมือกล้องโทรทรรศน์ขอบฟ้าสังเกตการณ์ ได้เผยให้เห็นสนามแม่เหล็กที่รุนแรงและเป็นระเบียบรอบๆ ขอบของหลุมดำมวลมหาศาล ...