Wednesday, 15 January 2020

Messier 42 : The Great Nebula


ภาพสเก็ทช์กลุ่มดาวนายพรานโดยผู้เขียน

ในกลุ่มดาวนายพราน “บีเทลจูส” กำลังอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่บริเวณที่เรียกกันว่า “ดาบ” หรือ “Sword” ใต้เข็มนายพราน กลับเป็นแหล่งของดาวเคราะห์เกิดใหม่ที่สว่างไสวที่สุดจุดหนึ่งบนท้องฟ้า

“A Single Misty Star” อาจแปลว่า “ดาวหมอก” เป็นคำอธิบายดาวดวงกลางของ “ดาบ” ดาวดวงนี้ดูฟุ้งแปลกกว่าดวงอื่น เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่ากาลิเลโอผู้เปิดศักราชดาราศาสตร์ยุคกล้องดูดาวก็ไม่ได้กล่าวถึงเนบิวล่าตัวนี้เลย

“The Great Nebula” หรือ “เนบิวล่าสว่างใหญ่” เนบิวล่าที่น่าจะรู้จักดีที่สุดในโลก การค้นพบจะให้เกียรติกับ Nicolas Peiresc ในปี 1611 และปี 1656 Cristian Huyghens เป็นคนแรกที่ให้ความสนใจกับใจกลางเนบิวล่าที่มีดาวสว่างหลายดวงเป็นพิเศษ ในปี 1769 ชาร์ล แมสซายเออร์ใส่หมายเลข 42 ให้วัตถุชิ้นนี้ในรายการชุดแรกของเขา


Sword of Orion เมื่อดูจากกล้องดูดาวที่กำลังขยายต่ำ
"ดาวหมอก" หรือ M42 คือจุดที่เป็นฝ้าฟุ้งกลางภาพ ภาพสเก็ทช์โดยผู้เขียน

หากใช้กล้องสองตาหรือกล้องดูดาวขนาดเล็กที่กำลังขยายต่ำส่องดู จะพบว่าบริเวณ “ดาวหมอก” ของนายพรานเต็มไปด้วยดาวน้อยใหญ่หลายสิบดวง และมีแสงสีขาวที่ดูเหมือนกลุ่มหมอกในป่ายามต้องแสงแดดยามเช้า มันดูฟุ้ง สว่างและจับรูปร่างได้ยาก


การดูเอ็ม 42 จะขึ้นกับสภาพท้องฟ้าและขนาดของกล้องดูดาว ภาพที่เห็นผ่านจากกล้องดูดาวขนาด 8นิ้วขึ้นไป หากฟ้าดีพอเราจะเห็นโครงสร้างและรายละเอียดเหมือนในภาพถ่าย เพียงแต่เป็นสีเดียวคือเทาอ่อนอมเขียวเล็กน้อย ผมเองเคยเห็นแบบนี้สองครั้งผ่านกล้องดูดาวแบบผสม 8 นิ้วที่ภูสวนทรายและแก่งกระจานเมื่อหลายปีก่อน หากฟ้ามีหมอกควันหรือแสงไฟรบกวนรายละเอียดก็จะลดทอนหายไปตามลำดับ


ภาพสเก็ทช์เอ็ม 42 จากกล้องดูดาว 8 นิ้วที่กำลังขยายต่ำโดยผู้เขียน
ยังพอมองเห็นว่าเนบิวล่าสว่าง มีขนาดใหญ่สว่งไปทั่วบริเวณแม้ฟ้าจะมีหมอกควันค่อนข้างหนา
โดยทั่วไปรูปร่างของเอ็ม 42 ที่มองเห็นผ่านกล้องดูดาว จะดูคล้ายปลาเทวดากำลังอ้าปาก หรือคล้ายนกกำลังบิน ส่วนที่สว่างที่สุดเรียกว่า “Huygenian” ตามชื่อคนที่ศึกษาบริเวณนี้คนแรก ภายในจะเห็นดาวสว่างสี่ดวงเรียงเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ดาวทั้งสี่ดวงรู้จักกันในชื่อ “Trapizium” เป็นดาวเกิดใหม่ที่ส่องแสง ปล่อยพลังงานกระตุ้นให้กลุ่มกาซเอ็ม 42 สว่างเรืองขึ้นมา

เหนือฮอยจีเนี่ยนขึ้นไปมีเงามืดที่แลดูเหมือนปากของปลา มักเรียกกันว่า “fish-mount” เนบูล่าฝั่งตะวันตกจะสว่างเรืองกว้างใหญ่คล้ายใบเรือได้รับชื่อว่า “Sail” ส่วนอีกฝั่งจะมีขอบโค้งด้านบนสว่างเด่นคล้ายดาบเรียกกันว่า “Sword” แนวเส้นโค้งของดาบหากฟ้าดีพอจะเห็นว่าเป็นเส้นโค้งวิ่งลงมาที่ดาวสว่างมัคนิจูด 3 “อิโอต้า โอไรออนนิส” แล้วโค้งไปบรรจบกับปีกฝั่งใบเรือเป็นวงกลม

ชื่อเรียกส่วนต่างๆของเอ็ม 42
แผนที่จาก Cart du Ceil


นอกจากนั้นเหนือ “ปากปลา” ยังมีเนบิวล่าอีกตัวหนึ่ง แมสซายเออร์ 43 หรือ Mairan’s Nebula เป็นเนบิวล่ารูปเครื่องหมายลูกน้ำกลับข้างที่มีดาวสว่างมัคนิจูด 7 ภายใน

John Herschel เขียนคำบรรยายโอไรออนเนบิวล่าได้น่าสนใจไว้ว่า

“I know not how to describe it better than by comparing it to a curdling liquid, or to breaking up of mackerel sky when the clouds of which it consists begin to assume a cirrus appearance..”

“ผมไม่สามารถหาคำบรรยายมาสู้กับการเปรียบเอ็ม 42กับของเหลวที่ถูกทำให้ข้นหนืด หรือท้องฟ้าที่เมฆปลาแมคเคอเรลกำลังแตกตัว โดยมีเมฆซีร์รัสมาร่วมในองค์ประกอบ...”


เมฆปลาแมคเคอเรลเป็นลักษณะเมฆที่เป็นลอนคลื่นคล้ายน้ำแข็งที่เกาะในช่องแช่แข็ง เมฆแบบนี้มีชื่อเป็นทางการว่า Cirrocumulus Undulatus ส่วนซีรัสเป็นเมฆระดับสูงลักษณะคล้ายขนนกบางเบา เบิร์นแฮมอ้างไว้ในหนังสือของเขาว่าเมฆแมคเคอเรลที่ว่าอยู่ทางเหนือของใจกลางที่สว่างของเอ็ม 42 ใครมีกล้องดูดาวตัวใหญ่ๆฟ้าดีๆน่าลุ้นว่าจะมองเห็นภาพที่ John Herschel บรรยายไว้หรือเปล่า


Mackerel sky จะคล้ายลายข้างลำตัวของปลา Mackerel, Cr: Wikipedia
ตัวอย่างเมฆซีร์รัสหลายแบบรวมกัน, Cr: Wikipedia

Name: The Great Orion Nebula
Catalog number: M42, M43
Type: Nebula
Constellation: Orion
Visual Magnitude: +4
Apparent Size: 85’ x 60’
Distance: 1400 ly

Coordinates :
R.A. 05h 36m 22.37s
Dec. +-5° 526’ 19.0”



อ้างอิง
บัญชา ธนบุญสมบัติ -ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ คอลัมน์ Cloud Lover มติชนออนไลน์
https://www.matichon.co.th/columnists/news_782873

Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook

SkySafari

Thursday, 2 January 2020

NGC2244, NGC2237 : Rosette Nebula


ภาพสเก็ทช์เนบูล่าโรเซ็ทท์โดยผู้เขียน

กลุ่มดาวม้ายูนิคอร์นหรือโมโนเซรอสเป็นกลุ่มดาวจางมองเห็นค่อนข้างยาก แต่ก็เป็นแหล่งเพาะฟักตัวอ่อนดาวฤกษ์ขนาดใหญ่จุดหนึ่งบนฟ้า เรียกว่า Monoceros Nebula Complex ทั้งยังมีเนบูล่า กระจุกดาว จำนวนมาก เช่นเนบูล่าโคนและกระจุกดาวต้นคริสตมาส

เนบูล่ากุหลาบหรือ Rosette Nebula ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตัวเนบูล่ามีขนาดใหญ่และซับซ้อน ประกอบด้วย กระจุกดาว NGC2244 อยู่ตรงกลาง ล้อมด้วย NGC ถึง 4 ตัวคือ 2237 2238 2239 และ 2246 โดยทั่วไปเราจะใช้ชื่อ NGC2244 สำหรับกระจุกดาวที่ใจกลางและ NGC2237 หมายถึง Rosette Nebula ทั้งตัวซึ่งกินบริเวณราวหนึ่งองศา

กระจุกดาว NGC2244 ที่ใจกลางกลางมองเห็นได้ง่ายจากกล้องสองตาและกล้องเล็ง เป็นดาวสว่างเรียงตัวยาวและแคบสว่างเด่นชัด เนบูล่าที่เป็นรูปดอกกุหลาบจางมากวอลเตอร์ สก็อตบอกว่าสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าและกล้องสองตาที่ดีได้ใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

สำหรับการสังเกตด้วยกล้องดูดาว เนื่องจากมีเนบูล่าขนาดใหญ่ทำให้ต้องใช้กล้องดูดาวที่ทางยาวโฟกัสไม่มากเกินไป เริ่มจากกำลังขยายต่ำ ใช้เลนส์ตามุมกว้างและฟ้าต้องดีพอ เพื่อให้ได้มุมมองที่กว้างที่สุด หลังจากนั้นค่อยเพิ่มกำลังขยายเพื่อสำรวจแบบละเอียด

ที่จริง NGC2244 อยู่ใกล้ดาวแอพซิลอนโมโนเซรอส (ε Mon) แต่ดาวดวงนี้ค่อนข้างจาง ทำให้เราไปเริ่มต้นที่ดาวแกมม่าเจมิโนรุม (γ Gem) หรืออัลฮิน่าจะสะดวกกว่า เส้นทางฮอบคือแกมม่าเจมิโนรุมไปกระจุกดาวต้นคริสต์มาส (NGC2264) ทางทิศใต้ จากนั้นก็เลยไปอีก 5 องศาจะมองเห็น NCG2244 ได้ในกล้องเล็ง

ผมดูโรเซ็ทท์เนบูล่าผ่านกล้องดูดาว 8 นิ้วที่กำลังขยายต่ำสุด 33x ได้ฟิลด์ประมาณ 1.5 องศา คืนนั้นหมอกควันค่อนข้างหนาตา มองเห็นดาวบนฟ้าราว 40 ดวง แต่บริเวณหมาใหญ่และนายพรานยังค่อนข้างดี มองเห็นดาวราวแมกนิจูดที่สี่ กระจุกดาว NGC2244 สว่างเด่น หากดูให้ดีจะพบว่าสีท้องฟ้าด้านหลังกระจุกดาวมีสีเข้มอ่อนที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็จางมากจนยากที่จะจับรูปร่าง

เมื่อใช้ฟิลเตอร์ UHC เพิ่มคอนทราส มองเห็นเนบูล่าชัดเจนขึ้น รอบกระจุกดาวตรงกลางเป็นเหมือนหลุมมืด เพราะมีเนบูล่าที่มีหลายส่วนล้อมรอบออกไปถึงด้านนอก โดยฝั่งทางทิศเหนือสว่างและมีขนาดใหญ่ที่สุด มีข้อสังเกตว่ามีแสงสว่างเรืองกว้างขวางอยู่ทั่วบริเวณจนล้นออกไปจากฟิลด์ภาพ ทำให้ผมคิดว่าต้องไปดูอีกครั้งด้วยกล้องดูดาวที่ความยาวโฟกัสสั้นลง ฟิลด์จะกว้างขึ้น น่าจะได้ภาพที่ดีกว่านี้


คลิกภาพเพื่อขยาย

Name: Rosette Nebula
Catalog number: NGC2244, NGC2237-2239
Type: Open cluster with Nebula
Constellation: Monoceros
Visual Magnitude: +4.8
Apparent Size: 60’x80’
Distance: 5,500 ly
R.A. 06h 31m 21.53s
Dec. +05° 02’ 06.5”



อ้างอิง
SkySafari
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
Walter Scott Houston, Deep-Sky Wonders, Sky Publishing

Messier45 : Pleaides


เอ็ม45 สเก็ทช์โดยผู้เขียน จากภาพที่เห็นในกล้องดูดาว

อากาศยามโพล้เพล้กำลังสบาย ดวงดาวเริ่มส่องประกายพราวฟ้า คุณตาชี้ให้หลานชายดูดาวกระจุกหนึ่งบนฟ้าระหว่างเดินเล่น “เห็นดาวลูกข่อยมั๊ย” หลายชายแหงนมองฟ้าคอตั้งบ่าแต่ก็ยังมองไม่เห็น “ไหนครับ?” คุณตาฉวยโอกาสกำหมัดต่อยคางหลานเบาๆ “ดาวลูกข่อยก็ต่อยลูกคางไง”

“ดาวลูกไก่” หรือ “กระจุกดาวลูกไก่” ที่มาของดาวลูกข่อยของคุณตา สว่างโดดเด่นมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นที่รู้จักอย่างน้อยก็ 750 ปีก่อนคริสตศักราชจากมหากาพย์โอดิสซี่ มีการอ้างถึงในคัมภีร์ ตำนาน บทกวีและนิทานปรำปราในหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งยุโรป ฮิบรู ตะวันออกกลาง อินเดีย จีน ญี่ปุ่น อัฟริกา บอเนียว อบอริจิน อินเดียนแดง แอซแทก มายัน โพลินีเชี่ยน ฯลฯ

นอกจากนั้นยังพบว่าเป็นสัญลักษณ์ฤดูเกษตรกรรม ฤดูดอกไม้บาน เป็นส่วนของเทศกาลเฉลิมฉลองในบางที่ เชื่อมโยงกับโลกแห่งความตายในบางแห่ง เกี่ยวข้องกับทิศของปิระมิดของชาวแอซแทก วิหารในกรีกและอื่นๆอีกมาก เรียกว่ามนุษยชาติรู้จักและให้ความสำคัญกับกระจุกดาวลูกไก่มาตั้งแต่โบราณ

ชื่อเรียกมีหลากหลายตามวัฒนธรรมเช่นดาวลูกไก่ในไทย กฤติกาในอินเดีย ซูบารุในญี่ปุ่น เหม่าในจีน นอกจากนี้ยังมี มาตาริอิ พี่น้องทั้งเจ็ด ฯลฯ สำหรับดาราศาสตร์สากลใช้ชื่อตามปกรณัมกรีกว่า “พลีอาเดส”

พลีอาเดสหมายถึงพี่น้องทั้งเจ็ดผู้เป็นลูกสาวของแอทลาธและพลีโอเน่ พี่น้องพลีอาเดสมีชื่อปรากฎในบทกวีของอราตัสตั้งแต่ 300 ปี ก่อนคริสตศักราชดังนี้ อัลไซโอเน่ มีโรเป้ เซเลโน่ ไทย์เจต้า สเตอร์โรเป้หรือแอสเตอร์โรเป้ อิเลคตร้าและเมียยา ทั้งเจ็ดเป็นชื่อดาวหลักเจ็ดดวงในกระจุกดาวพลีอาเดส นอกจากนั้นยังมีดาวอีกสองดวงชื่อแอทลาธผู้เป็นบิดาและพลีโอเน่ผู้เป็นมารดาด้วย


ภาพถ่ายเอ็ม 45 โดยตระกูลจิตร จิตไสยพันธุ์


กรีกมีตำนานเรื่อง “The lost Pleiades” พี่น้องทั้งเจ็ดได้หายไปหนึ่งคน ซึ่งอาจเป็นอิเลคตร้า เมโรเป้หรือเซเลโนยังไม่ชัดเจน แต่ที่น่าสนใจคือมีเรื่องที่คล้ายกันนี้ในญี่ปุ่น ในชนเผ่าอะบอริจิ้น ในอัฟริกา และในบอเนียว แปลว่าเรื่องที่มีดาวดวงหนึ่งหรี่แสงหรือหายไปอาจเป็นข้อเท็จจริง

ซึ่งหากดูตามดาราศาสตร์สมัยใหม่แล้ว ดาวพลีโอเน่เป็นดวงที่มีโอกาสเป็น “ดาวที่หายไป” มากที่สุดเพราะเป็นดาวแปรแสงชนิดพิเศษ มีความเปลี่ยนแปลงของความสว่างเกือบหนึ่งแมกนิจูด มีรอบราว 35ปี

จอห์น มิเชลล์เป็นคนแรกที่พิสูจน์ว่าพรีอาเดสเป็นกระจุกดาวในปี 1767 ชาร์ล แมสซายเออร์ได้เพิ่มพรีอาเดสเข้าไปในแคตาลอคชุดแรกและให้หมายเลข 45 ในปี 1769 ไม่มีใครทราบถึงเหตุผลที่แมสซายเออร์เพิ่ม M45 เข้าไปทั้งที่เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในยุคนั้น

ในปี 1859 Prof. Wilhelm Tempel พบเนบูล่ารอบดาวมีโรเป้ด้วยกล้องหักเหแสง 4 นิ้วที่เวนิส เนบูล่าตัวอื่นพบทีละตัวต่อเนื่องกันโดยการภาพถ่ายตั้งแต่ปี 1885 เป็นต้นมา แต่ในความเป็นจริงเนบูล่าสะท้อนสีฟ้ารอบเอ็ม 45 นี้ “ไม่ใช่” เนบูล่าที่ส่วนหนึ่งกับกระจุกดาวมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นกลุ่มกาซที่เอ็ม 45เคลื่อนผ่าน

ตัวกระจุกดาวมีอายุราว 100ล้านปี ข้อมูลปัจจุบันระบุว่ามีขนาดปรากฎถึง 4 องศา ประกอบด้วยดาวอย่างน้อย 500 ดวง และห่างออกไป 380 ปีแสงเป็นหนึ่งในกระจุกดาวที่ใกล้เราที่สุด


แผนที่กระจุกดาวลูกไก่แสดงชื่อดาวแต่ละดวง [คลิกภาพเพื่อขยาย]

ตำแหน่งไม่ยากเพราะโดดเด่นและสว่าง ให้ลากเส้นต่อเนื่องจากเข็มขัดนายพรานไปทางตะวันตกจะพบกระจุกดาวขนาดใหญ่รูปตัววีชื่อว่าไฮยาเดส มีดาวสว่างสีแดง-ส้มชื่ออัลเดอร์เบอรันหรือโรหิณีอยู่ภายใน ให้มองเลยไปก็จะพบกระจุกดาวลูกไก่หรือเอ็ม 45 หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นดาว 6-7 ดวงเรียงเป็นรูปกระบวยขนาดจิ๋ว หากฟ้าเป็นใจ คนตาดีอาจมองเห็น 9-11 ดวง มีรายงานว่าบางคนมองเห็นได้ถึง 16 ดวง!

เอ็ม 45 จะดูสวยมากด้วยกล้องสองตาหรือกล้องดูดาวที่กำลังขยายต่ำและให้ภาพมุมกว้าง เราจะเห็นดาวหลักทั้ง 9 ในกระจุก มีขนาดรวมๆกันถึง 1 องศา ช่องว่างระหว่างมีโรเป้ อิเลคตร้า เมียอาและอัลไซโอเน่สามารถใส่พระจันทร์ลงไปได้ทั้งดวง

คืนวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา กระจุกดาวลูกไก่อยู่กลางฟ้าฟิตพอดีกับฟิล์ดกล้องดูดาว Borg 101ED ที่กำลังขยาย 21 เท่า เป็นเรื่องแปลกที่ผมมองเห็นเนบูล่าฟุ้งกระจายทั่วไปจางๆ โดยเฉพาะรอบดาวสว่างแม้จะมีฝุ่นควันหนาตาที่ขอบฟ้า

จุดที่น่าสนใจมี เนบูล่ารอบมีโร้เป้จะสว่างที่สุด แต่ที่กินบริเวณกว้างที่สุดกลับเป็นเนบูล่ารอบดาวอัลไซโอเน่ตรงกลาง ดาวเล็กๆที่เรียงเป็นรูปสามเหลี่ยมข้างอัลไซโอเน่ แอทลาธและพลีโอเน่เป็นดาวคู่ของกันและกัน

ฟิลเตอร์อย่าง UHC และการมองเหลือบจะช่วยเพิ่มคอนทราสและทำให้เห็นเนบูล่าได้มากขึ้นครับ


 [คลิกภาพเพื่อขยาย]

Name: Pleiades
Catalog number: M45
Type: Open cluster
Constellation: Taurus
Visual Magnitude: +1.5
Apparent Size: 120’
Distance: 430 ly
R.A. 03h 48m 12.01s
Dec. +24° 10’ 40.0”

อ้างอิง
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
SkySafari
Stephen O’Mera, Messier Objects
http://www.messier.seds.org/m/m045.html
http://stars.astro.illinois.edu/sow/pleione.html
https://th.wikipedia.org/wiki/กระจุกดาวลูกไก่
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2490-astronomy-thailand-china-korea-08

Thursday, 26 December 2019

NGC869, NGC884 : Perseus Double Cluster




“ …the color, the winding patterns as the dense cores of the cluster thin out slowly to merge finally into the star-rich background of the galaxy itself.”
“…สีและลวดลายที่สลับซับซ้อน จากใจกลางกระจุกดาวที่เปี่ยมล้น แล้วละลายหายไปกับดาวนับล้านในทางช้างเผือก” 
Walter Scott Houston, Deep-Sky Wonder, Sky&Telescope Publishing 1999

บนทางช้างเผือกระหว่างกลุ่มดาวแคสสิโอเปียกับกลุ่มดาวเพอร์เซอุส ท่ามกลางดาวระยิบ มีรอยฟุ้งเด่นชัดที่สุดอยู่จุดหนึ่ง นี่คือ “กระจุกดาวคู่เพอร์เซอุส” หรือ “Perseus Double Cluster” กระจุกดาวที่เป็นที่รู้จักดีคู่หนึ่งบนท้องฟ้า

กระจุกดาวคู่เพอร์เซอุสประกอบด้วยกระจุกดาวเปิดสองตัวคือ NGC869 และ NGC884 เป็นที่รู้จักอย่างน้อยก็ตั้งแต่ 130 ปีก่อนคริสตศักราช  Hipparchus และ Ptoleme อธิบายว่าคือ Nebula ซึ่งเป็นภาษาละติน แปลว่าเมฆหมอก เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงไม่ถูกรวมเข้าไปใน Messier catalog ทั้งที่เป็นที่รู้จักแล้วในยุคนั้น

ทั้งสองห่างจากโลกประมาณ 7500 ปีแสง และอายุยังน้อย NGC884 อายุประมาณ 5.6ล้านปี ขณะที่ NGC869 ผู้พี่อายุราว 8ล้านปี ดาวส่วนมากในกระจุกจะเป็นดาวยักษ์น้ำเงิน - Blue-white super giant แต่ก็มีบางดวงที่เป็นดาวยักษ์แดง - Red super giant

ถ้ามีโอกาสดูกระจุกดาวคู่ผ่านกล้องดูดาว ลองสังเกตว่ามีดาวสีแดงอยู่กี่ดวงและอยู่บริเวณไหน วิธีดูสีของดาวนั้นใช้วิธีมองตรงๆไม่ต้องมองเหลือบเพราะเซลล์ที่ไวต่อสีจะอยู่หนาแน่นกลางเรติน่า และลอง de-focus เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ดูสีของดาวได้ง่ายขึ้น

หากฟ้าไม่มืดพอที่จะมองเห็นกระจุกดาวคู่ด้วยตาเปล่า เราสามารถอาศัยกลุ่มดาวแคสสืโอเปียหรือค้างคาวนำทาง ให้ลากเส้นสมมติจากดาว “เนวี” หรือแกมม่าแคสสิโอปี -γ Cas ผ่านดาว “รัคบา” หรือเดลต้าแคสสิโอปี -δ Cas กระจุกดาวคู่จะห่างออกไปตามทิศทางนี้อีกสามเท่า

ภาพกระจุกดาวคู่จากกล้องสองตาหรือกล้องดูดาวขนาดเล็กที่ให้มุมกว้าง จะสวยกว่ากล้องตัวใหญ่ที่ให้มุมแคบ ทั้งคู่อยู่ห่างกันราวครึ่งองศา NGC884 จะดูแน่นกว่า มีดาวสองดวงอยู่เกือบกลางกระจุก ส่วน NGC869 จะมีแถบมืดพาดผ่านตรงกลางทำให้มองดูเหมือนโดนแยกเป็นสองส่วน


คลิกภาพเพื่อขยาย


Name: Double Cluster
Catalog number: NGC869
Type: Star cluster
Constellation: Perseus
Visual Magnitude: +5.3
Apparent Size: 18’
Distance: 6,800 ly
R.A. 02h 20m 23.54s
Dec. +57° 12’ 20.5”

Name: Double Cluster
Catalog number: NGC884
Type: Star cluster
Constellation: Perseus
Visual Magnitude: +6.1
Apparent Size: 18’
Distance: 9,600 ly
R.A. 02h 23m 47.02s
Dec. +57° 12’ 17.2”

อ้างอิง
SkySafari
Robert Burnham, Burnham’s Celestial Handbook
http://www.messier.seds.org
https://www.wikipedia.org

Thursday, 19 December 2019

NGC2264 : Christmas Tree Cluster




บนทางช้างเผือกจางๆระหว่างเท้าของพอลลักซ์หรือดาวซาย เจอมิโนรุมกับเขายูนิคอร์นหรือดาว 13 โมโนเซโรติส มีกระจุกดาวที่สว่างจนมองเห็นด้วยตาเปล่า ด้วยกล้องสองตาจะพบว่ามีรูปร่างเหมือนต้นคริสต์มาสหรือหัวลูกศร นี่คือกระจุกดาว NGC2264 หรือ Christmas tree cluster ค้นพบโดยวิลเลี่ยม เฮอร์เชลล์เมื่อปี 1784

ในยุคปัจจุบันพบว่า NGC2264 มีทั้งกระจุกดาวขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่ากระจุกดาวต้นคริสต์มาส มีเนบูล่าขนจิ้งจอกหรือ Fox Fur และเนบูล่ารูปกรวยที่มีชื่อเสียง Cone Nebula เนบูล่ามืดรูปกรวยอยู่บนยอดของต้นคริสต์มาสพอดี วิลเลี่ยม เฮอร์เชลล์บันทึกไว้ในปี 1785 เมื่อกลับมาสังเกต NGC2264 อีกครั้ง พบว่ามีเนบูล่าจางมากสีน้ำนม

ผมเคยดูผ่านกล้องดูดาวหักเหแสง 5" TOA130 ตัวเนบูล่าต้องใช้ฟิลเตอร์ UHC เป็นตัวช่วยและมองเห็นแค่แสงฟุ้งรอบดาวแบบในภาพสเก็ตช์ แต่ก็เป็นไปได้ว่าหากกล้องดูดาวตัวใหญ่พอและท้องฟ้่าเป็นใจ เราอาจมองเห็นทั้ง Fox Fur และ Cone ได้ด้วยกล้องดูดาวขนาด 13 นิ้วและฟิลเตอร์ UHC เหมือนรายงานบนเวบไซด์ Cloudynight (คลิก)

ในการศึกษาในช่วงคลื่นอินฟราเรดพบว่า NGC2264 เป็นแหล่งอนุบาลดาวฤกษ์จำนวนมาก ภาพจากกล้องสปริตเซอร์พบกระจุกดาวเกิดใหม่รูปวงล้อซ่อนอยู่หลังฝุ่นและเนบูล่าใกล้บริเวณยอดโคน กระจุกดาวตัวนี้มีชื่อเรียกว่า Snowflake Cluster

Christmas tree ห่างจากโลกออกไปราว 2500 ปีแสง มีอายุแค่ 3-30 ล้านปี น้อยกว่าโลกที่ 4,500ล้านปีมาก 


ภาพถ่าย NGC2264 เทียบกับภาพสเก็ทช์ที่เราจะมองเห็นจากกล้องดูดาว
ในภาพถ่ายจะเห็นเนบูล่าฟุ้งกระจายทั่ว โคนเนบูล่าจะอยู่ด้านบน ส่วน Fox fur จะอยู่ทางซ้ายมือ
ของดาวสว่างชื่อ 15 Monocerotis ด้านล่างของภาพ ตัวกระจุกดาวมองเห็นเป็นต้นคริสต์มาสจาก
กล้องสองตาหรือกล้องดูดาวง่ายกว่า, ภาพถ่ายโดยกีรติ คำคงอยู่ ภาพสเก็ทช์โดยผู้เขียน

NGC2264 ในช่วงคลื่นอินฟราเรดโดยกล้อง Spitzer, Cr: NASA/JPL-Caltech via Wikipedia
ดาวสว่างในภาพคือดาว 15 Monocerotis กระจุกดาว Snowflake อยู่รอบดาวสว่างใกล้กลางภาพ
เทียบกับภาพช่วงแสงปกติคือบริเวณเนบูล่าสีฟ้า จะเห็นว่ากระจุกดาวโดนเนบูล่าบังไว้เกือบทั้งหมด

คลิกภาพเพื่อขยาย



Name: Christmas TreeClusterCatalog number: NGC2264
Type: Star cluster with Nebula
Constellation: Monoceros
Visual Magnitude: +3.9
Apparent Size: 60’x30’
Distance: 2500 ly
R.A. 06h 42m 11.14s
Dec. +09° 51’ 47.2”

อ้างอิง

Thursday, 12 December 2019

Messier 78 : Ghost Nebula




เนบูล่าเป็นกลุ่มกาซและฝุ่นในอวกาศ เราจะมองเห็นต่อเมื่อมีแหล่งกำเนิดแสงอย่างดาวฤกษ์อยู่ใกล้เคียง หากพลังงานมีความเข้มข้นมากพอจะสามารถกระตุ้นให้อะตอมของกาซแตกตัวและเรืองแสงขึ้นได้ เราเรียกเนบูล่าแบบนี้ว่า "เนบูล่าเรืองแสง" เนบูล่ากลุ่มนี้มักจะมีสีออกไปทางแดงเพราะกลุ่มกาซมักมีไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก

หากพลังงานไม่พอที่จะกระตุ้นให้กาซเรืองแสง แสงก็จะกระเจิงหรือสะท้อนออกมา เนบูล่ากลุ่มนี้จะจางกว่าแบบแรกและมักจะมีสีโทนฟ้า เรียกว่า "เนบูล่าสะท้อนแสง" กระบวนการกระเจิงของแสงนี้จะคล้ายกับที่เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า

แต่ถ้าไม่มีแหล่งกำเนิดแสงอยู่ใกล้เคียง ก็เป็นกลุ่มกาซกับฝุ่นที่มืดและทึบแสง กระจายตัวในอวกาศเรียกกันว่า "เนบูล่ามืด" ซึ่งบดบังแสงจากดาวฤกษ์หรือเนบูล่าที่อยู่ด้านหลัง เนบูล่ามืดมีกระจายอยู่ทั่วไปเต็มทางช้างเผือกของเรา

แมสซายเออร์ 78 เป็นเนบูล่าชนิดสะท้อนแสงที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า ค้นพบโดยปิแอร์เมอร์แชนท์ในปี 1780 ข้อมูลในปัจจุบันระบุว่าเอ็ม 78 เป็นส่วนหนึ่งของ Orion Nebula Complex ที่อยู่ห่างออกไปจากเราประมาณ 1600ปีแสงหรือ 1.51368454 × 10^16 กิโลเมตร ตำแหน่งอยู่ไม่ไกลนักจากเข็มขัดของนายพรานหรือดาวไถที่เรารู้จัก

ที่จริงเอ็ม78 ห่างจากดาวซีต้าโอไรออนนิส (ζ Ori)หรืออัลนิทัคแค่สององศาครึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เนื่องจากขนาดเล็ก มองไม่เห็นในกล้องเล็งและไม่มีดาวสว่างใกล้เคียงให้อ้างอิงทำให้เพิ่มระดับความยากในการฮอบขึ้นมา

วิธีการฮอบนั้นให้ใช้เลนส์ตาที่ให้มุมกว้างที่สุดที่มี เริ่มจากอัลนิทัคจากนั้นไปที่ดาวสว่างแมกนิจูด 5 ที่ห่างออกไปเกือบ 1 องศาทางทิศเหนือ ฮอบครั้งที่สองไปที่ดาวสว่างแมกนิจูด 6 ที่ห่างไปในทิศเดียวกันอีกหนึ่งองศาครึ่ง สุดท้ายเอ็ม78 จะอยู่ห่างออกไปหนึ่งองศาครึ่งทางทิศตะวันออกของดาวดวงนี้

เมื่อดูด้วยกล้องดูดาวจะเห็นเป็นฝ้าจางครึ่งวงกลม มีดาวสองอยู่ภายใน ทำให้เป็นที่มาของชื่อ Ghost Nebula เพราะดูเหมือนผีในการ์ตูน บันทึกของ William Herschel ได้บรรยายไว้ว่ามีดาวอีกดวงที่จางกว่ามาก ซึ่งผมก็ไม่เห็น และ Stephen O’meara ที่ใช้กล้องดูดาวขนาดสี่นิ้วเช่นกันกล่าวไว้ว่ามีโครงสร้างที่คล้ายกับดาวหางอยู่ข้างในเนบูล่าซึ่งผมก็ไม่เห็นเช่นกัน ดังนั้นจะต้องกลับมาเยือนอีกครั้งเมื่อโอกาส

ตาผีคู่นี้ยังชี้ไปที่เนบูล่าอีกตัวหนึ่งใกล้ๆคือ NGC2071 สามารถเห็นได้ด้วยการมองเหลือบ จะเห็นเป็นรอยแต้มจางๆอยู่รอบดาวแมกนิจูด 9 ชื่อ V1380 Ori ดาวดวงนี้เป็นดาวแปรแสงชนิดคู่คราสที่ยังไม่ทราบคาบการโคจร

มีรายงานว่าสามารถมองเห็น M78 ได้ด้วยกล้องสองตาถ้าฟ้าดี ผมเชื่อว่าจะเห็นได้ฟ้าต้องดีจริงและกล้องสองตาก็ต้องมีเลนส์ที่ดีเช่นกัน


คลิกภาพเพื่อขยาย

Name: Ghost Nebula
Catalog number: Messier 78, NGC2068
Type: Nebula
Constellation: Orion
Visual Magnitude: +8.3
Apparent Size: 8’x6’
Distance: 1600 ly
R.A. 05h 47m 42.20s
Dec. +00° 03’ 20.0”




อ้างอิง
SkySafari
http://www.messier.seds.org/
Stephen O’Mera, Messier Objects

Thursday, 5 December 2019

Messier 77 : Cetus A




ซีตัสเป็นกลุ่มดาวขนาดใหญ่ที่พาดผ่านเส้นศูนย์สูตรฟ้า ดาวในกลุ่มพอเห็นแต่ไม่ค่อยเด่นทำให้ต้องใช้เวลามองหา ซีตัสเป็นสัตว์ประหลาดลูกผสมที่มีหัวเป็นสัตว์บกและลำตัวกับหางเป็นปลา รูปร่างของกลุ่มดาวมีส่วนหัวและลำตัวแยกจากกันและมีคอที่ออกจะยาวสักหน่อย

บริเวณคอของซีตัสมีดาวสว่างแมกนิจูด 4 ชื่อเดลต้าเซติ (δ Ceti) เด่นอยู่หนึ่งดวง ห่างออกไปแค่หนึ่งองศาทางตะวันออกของเดลต้าเซติก็คือกาแลกซี่ที่แมสซายเออร์ให้หมายเลข 77 ถูกค้นพบเมื่อปี 1780 โดยปิแอร์ เมอร์แชนท์ผู้ช่วยของแมสซายเออร์ ได้รับคำอธิบายที่ยังเป็นข้อกังขาทั้งจากแมสซายเออร์และเฮอร์เชลล์ว่าเป็นกระจุกดาวที่มีเนบูล่า จนกระทั่งในปี 1850 ลอร์ดโรสได้ระบุว่าเป็นกาแลกซี่แบบกังหัน

ลักษณะพิเศษของเอ็ม 77 คือเป็นกาแลกซี่แบบก้นหอยที่มีใจกลางสว่างกว่าปกติประมาณ 100 เท่า นักดาราศาสตร์เรียกกาแลกซี่แบบนี้ว่ากาแลกซี่เซเฟิร์ต ที่เป็นแบบนี้เพราะเอ็ม 77 มีหลุมดำยักษ์เป็นใจกลาง ยืนยันได้จากที่เป็นแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุกำลังค่อนข้างแรง ทำให้เอ็ม 77 รู้จักกันอีกชื่อว่า “ซีตัส เอ” หรือแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุ 3C71

เอ็ม 77 อยู่ใกล้กับเดลต้าเซติทำให้หาตำแหน่งได้ง่าย ในกล้องเล็งจะดูคล้ายดาวที่มีแสงฟุ้งโดยรอบ ภาพที่เห็นทำให้ผมคิดถึงกาแลกซี่เอ็ม 51 หรือ Wirlpool มากเพราะมีดาวอีกดวงหนึ่งอยู่เคียงกัน แต่เมื่อดูผ่านกล้องดูดาวเอ็ม 77 เป็นแสงฟุ้งกลมมีจุดสว่างเหมือนดาวอยู่ตรงกลาง จุดสว่างตรงนิวเคลียสนี้เป็นลักษณะเด่นที่สำคัญพราะมีกาแลกซี่ไม่กี่ตัวที่เห็นจุดสว่างแบบนี้ตรงกลาง อาจเป็นควอซ่าหรือหลุมดำก็ได้

ภาพจากกล้อง 8 นิ้วมองไม่เห็นแขนกังหันทั้ง 3 แขนที่เป็นลักษณะเด่น ต้องอาศัยกล้องดูดาวที่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือไม่ก็ฟ้าต้องดีกว่านี้ บริเวณที่เห็นได้ในเลนส์ตาจะเป็นชั้นในของกาแลกซี่ที่สว่างเป็นพิเศษ และเป็นดาวเกิดใหม่มีแสงสีฟ้า ส่วนด้านนอกที่เลยออกไปมองไม่เห็นจากกล้องดูดาวจะเป็นดาวที่อายุมากกว่า มีขอบเขตกว้างมาก คาดว่าราว 170,000 ปีแสงทีเดียว


คลิกภาพเพื่อขยาย


Name: Cetus A
Catalog number: Messier 77, NGC1068
Type: Spiral Galaxy
Constellation: Cetus
Visual Magnitude: +9
Apparent Size: 6.2’x5.6’
Distance: 33 Mly
R.A. 02h 43m 40.58s
Dec. +00° 04’ 06.3”

อ้างอิง
SkySafari

http://www.messier.seds.org/m/m077.html

EHT สำรวจสนามแม่เหล็กหลุมดำทางช้างเผือก

       ภาพใหม่จากกลุ่มความร่วมมือกล้องโทรทรรศน์ขอบฟ้าสังเกตการณ์ ได้เผยให้เห็นสนามแม่เหล็กที่รุนแรงและเป็นระเบียบรอบๆ ขอบของหลุมดำมวลมหาศาล ...